fbpx

CONTACT US

Music Side B : แผ่นที่ 9 ธีร์ ไชยเดช Why? กับ 20 ปีที่ผู้ชายคนนี้ไม่เคยเปลี่ยน
date : 19.มิถุนายน.2014 tag :

หากจะเอ่ยถึงชื่อ “ธีร์ ไชยเดช หรือ พี่โอ๋” ในฐานะศิลปินฝีมือดี ย่อมเป็นที่รู้จักของคนจำนวนไม่น้อยจากผลงานหลายๆอย่างตลอด 20 ปีของการทำงานเพลง – ทั้ง 6 สตูดิโออัลบั้ม, เพลงประกอบภาพยนตร์, สปอร์ตโฆษณานับไม่ถ้วน แถมมีคอนเสิร์ตมาแล้วในทุกสเกล ทั้งใหญ่ กลาง เล็ก และหลายคนอาจแปลกใจ หากผมจะเขียนแนะนำอัลบั้มของผู้ชายคนนี้ในคอลัมน์ Music Side B เพราะที่ผ่านมาผมจะเลือกแนะนำอัลบั้มที่ดี แต่ไม่ดังนักในวงกว้าง บางอัลบั้มอาจถูกหลงลืมและสูญหายจากความทรงจำไปแล้วหลายสิบปี แต่ในกรณีของธีร์ ไชยเดชนั้น ไม่น่าจะเข้าข่าย Music Side B ซักเท่าไหร่นัก แต่ถ้าจะมองกันจริงๆ หากไม่ใช่แฟนเพลงแบบเหนียวแน่นแล้ว ลมหายใจ, Home, ก้อนหินละเมอ, สาป ฯลฯ มักจะเป็นเพลงที่คนส่วนใหญ่นึกถึง ซึ่งจริงๆแล้วยังมีเพลงดีๆอีกมากมายที่หลายคนยังไม่รู้จัก ผมจึงขอเลือกงานชิ้นแรกอย่าง “Why?” มาแนะนำเป็นแผ่นที่ 9 ครับ

หลังจากหอบหิ้วมาสเตอร์อัลบั้มแรกเข้าออกอยู่หลายค่าย ถูกปฏิเสธด้วยเหตุผลที่แสนเจ็บปวดว่าเป็นงานที่ไม่ขาย ซึ่งผมเองพอเข้าใจเหตุผลในการปฏิเสธงานชิ้นนี้อยู่ระดับหนึ่ง แต่ก็พอเข้าใจเหตุผลว่าทำไม สี่ทหารเสือแห่ง Bakery Music ถึงได้เลือกงานชิ้นนี้ออกมาวางจำหน่ายในปี 2538 ซึ่งตอนนั้น Bakery Music เองก็กำลังประสบความสำเร็จอย่างมากกับ Moderndog และ Joey Boy รวมถึงงานที่โดดเด่นและเป็นที่ฮือฮาในวงการเพลงไทยอย่าง Rhythm & Boyd ของบอยด์ โกสิยพงษ์ และหากเรามองย้อนจากอัลบั้มล่าสุดอย่าง Recoloured หรือ After Brake กลับมาหาอัลบั้ม Why? เราจะพบว่าตลอดเกือบ 20 ปีนั้น ธีร์ ไชยเดชไม่เคยเปลี่ยนแนวเพลง บทเพลงยังเป็นอะคูสติคเหมือนเดิม เพียงแต่ปรับเพิ่มวิธีการทำงาน เพิ่มเติมลูกเล่น ประเด็นหลายๆ อย่างให้กับเพลงเหล่านั้น เหมือนเมล็ดกาแฟชั้นดี ที่ถูกนำไปแปรรูปไปเป็นกาแฟชนิดต่างกันไป บางเพลงหวานขมกลมกล่อม บางเพลงเข้มจนตาสว่าง บางเพลงละมุนละไมจนอยากนั่งจิบอยู่อย่างนั้นทั้งวัน

10 เพลงในอัลบั้ม Why? ประกอบด้วยเพลงภาษาอังกฤษ 5 เพลง, ภาษาไทย 4 เพลงและเพลงบรรเลง 1 เพลง ถือว่าเป็นความแปลกใหม่ของเพลงไทยในสมัยนั้น ที่น้อยคนนักจะทำเพลงเป็นภาษาอังกฤษ อัลบั้ม Why? มีแกนหลักเป็นเสียงอันอบอุ่นของเจ้าตัวและเสียงอะคูสติคกีตาร์ที่มีลักษณะเฉพาะไม่เหมือนใคร ซึ่งหากใครจะรักธีร์ ไชยเดช ก็คงเริ่มด้วยเหตุผลไม่กี่อย่างนี่แหละครับ

ผมหยิบอัลบั้ม Why? มาเขียนถึง ในวัยที่ผ่านชีวิตมาระดับหนึ่ง พบว่าสิ่งหนึ่งที่ผมพบจากเพลงเหล่านั้นไม่ใช่แค่เพลงเพราะ ฟังง่ายๆ สบาย แต่หากเป็นเพลงที่ผ่านการมองโลกมาระดับหนึ่ง แล้วถ่ายทอดออกมาเป็นเพลงให้คนได้ฟังเพ่งมองชีวิตที่เป็นอยู่ ทั้ง “If I Die” , “ชีวิตและความฝัน”, “อยากรู้…อยากเห็น” หรือแม้กระทั่งเพลงสำเนียงบลูส์อย่าง “ทำไม?” ที่ตั้งคำถามจริงจังอยู่ไม่น้อยกับการเลือกเดินในทางที่ผิด, เพลงรักในอัลบั้มนี้ก็หลายหลากเช่นกัน ทั้งเพลง “รัก” ที่พูดถึงความรักในแง่มุมที่หลากหลาย ด้วยภาษาที่บางคนอาจบอกว่าเชย แต่ผมกลับมองว่าความรักก็มักซื่อตรงอย่างนี้แหละ, เพลงโรแมนติคปนเหงาอย่าง “Stuck on You” และ “This Lonely Heart of Mine”, เพลงจังหวะเร็วเนื้อหาหยอกล้ออย่าง “Have Fun” ก็น่าฟังไม่น้อย ฝีมือเขียนเพลงภาษาอังกฤษของธีร์ ไชยเดชนั้นน่าสนใจมากทีเดียว รวมถึงเพลงที่ผมชอบที่สุดอย่าง “How Can I Feel You” ที่ผมเคยขอร้องให้พี่เค้าร้องให้ฟังใน “The Acoustic Guitars Concert…Play, Sing and Say…” คอนเสิร์ตสเกลเล็กๆ ทีร้าน Café…Somebody เมื่อปลายปีที่แล้ว แม้จะออกตัวว่าไม่ได้เล่นเพลงนี้นานมากๆ แต่ทุกโน้ตทุกคำทึ่ร้องออกมายังแม่นยำ และไพเราะเหมือนกับได้ฟังครั้งแรกอยู่เลย

หากจะบอกว่าเสียงของธีร์ ไชยเดชนั้นเป็นจุดเด่นของการทำงานเพลง แต่หากได้ลองสังเกต เสียงกีตาร์ของเขาก็เป็นสิ่งมหัศจรรย์ไม่แพ้กันซึ่ง “All Gone” เพลงบรรเลงเพลงเดียวในอัลบั้มบอกจุดเด่นนั้นได้เป็นอย่างดี เสียงไวโอลินที่คลอไปกับเสียงกีตาร์ทำให้รู้สึกผ่อนคลายเหมือนทุกอย่างบนโลกนั้นมลายหายไปหมด ไม่เหลือแม้กระทั่งความทุกข์ หรือความสุข

ผมนึกถึงประโยคนึงในเครดิตอัลบั้ม Why? ที่บอกว่า “..สังคมในทุกๆ วันนี้ ดูเหมือนอะไรต่ออะไรมันยากไปเสียหมด โดยเฉพาะการแสดงออกซึ่งความรู้สึกจริงๆในใจ และนี่อาจจะเป็นอะไรบางอย่าง..ง่ายๆ ที่มาจากใจ ฟังเพื่อให้เกิดความสุนทรีย์ มากกว่าที่จะเกิดความมันในอารมณ์..” ซึ่งผิดกับเพลงสมัยนี้ที่กลับเอาคำว่า “ง่ายๆ” ไปใส่ในวิธีการทำเพลง เพื่อให้เพลงฮิตเพลงดังเพียงอย่างเดียว แต่กลับไม่ได้สนใจและรับผิดชอบเพลงนั้นๆสักเท่าไหร่ น่าเสียดายที่วงการเพลงไทยน่าจะไปไกลมากกว่าที่เป็นอยู่ “ฟังเพลงง่ายๆ” กับ “ฟังเพลงที่ทำมาง่ายๆ” ไม่เหมือนกันสักนิดเดียว

(สามารถอ่าน Music Side B แผ่นอื่นๆได้ที่ https://www.dooddot.com/tag/music-side-b/)

Writer: Daosook Panyawan

RECOMMENDED CONTENT

1.พฤศจิกายน.2019

ต่อไปนี้หากคุณและเราถูกผรุสวาทด้วยคำประเภทว่า ไอ้สัตว์, ไอ้สัด, ไอ้สัส หรือ ไอส๊าสสสสส ก็อย่าเพิ่งโกรธไป เพราะเราเองนี่แหละที่อาจกำลังกลายเป็นสัตว์ (ป่า) กันอยู่ในทุกๆ วัน! I Gone wild (everyday) คือเอ็กซิบิชั่นที่อยากให้เรากลับไปทบทวนความ ‘ดิบ’ ในตัวเอง ว่าสัตว์ในตัวเราคืออะไร และเรายังเหลือความเป็นมนุษย์กันอยู่มากน้อยแค่ไหน!?