fbpx

CONTACT US

‘Weinstein Effect’ — จากวีรกรรมสุดฉาวของ ‘ฮาร์วีย์ ไวน์สตีน’ สู่ความเปลี่ยนแปลงร้อนฉ่าล่าสุดในวงการแฟชั่น
date : 6.พฤศจิกายน.2017 tag :

หลัง Harvey Weinstein ผู้อำนวยการสร้างหนังแห่งค่ายนอกกระแส Miramax และ Weinstein Company ควบตำแหน่ง ‘จอมหื่น’ แห่งฮอลลีวู้ด ถูกเปิดโปงพฤติกรรมสุดฉาว ก็แทบไม่มีวันไหนเลยที่ไม่มีข่าวของผู้ชายคนนี้ ไม่ว่าจะเป็นการค่อยๆ ออกมาแฉรายวันของบรรดาคนในอุตสาหกรรมบันเทิงผู้เคยตกเป็น ‘เหยื่อ’ คุกคามทางเพศของเขา ถูกไล่ออกจากบริษัทตัวเอง โดนถอดชื่อออกจากสมาชิกออสการ์ โดนริบเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ภรรยาขอหย่า ฯลฯ

ไม่แค่สะเทือนต่อตัวเอง หน้าที่การงาน หรือวงการหนังเท่านั้น แต่ปรากฏการณ์ ‘Weinstein Effect’ ยังสั่นไหวไปทั่วแทบจะทุกวงการ ราวกับอยู่ในยุคล่าแม่มด ไม่เว้นแม้แต่วงการโทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ และล่าสุดก็วงการแฟชั่นที่สั่นไหวระดับ 8 ริกเตอร์!

ไปค่ะ…เราสรุปมาให้คุณแล้ว!

ช่างภาพโดนแบนก็มาจ้าา

Condé Nast บริษัทสื่อรายใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของโลก ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์นิตยสารแฟชั่นหัวนอกชั้นนำอย่าง Vogue, GQ, Glamour และ Vanity Fair เพิ่งออกมาประกาศจุดยืนต่อต้านการคุกคามทางเพศในทุกรูปแบบ Terry Richardson ช่างภาพแฟชั่นตัวพ่อแห่งวงการสื่ออเมริกัน ก็เลยไม่รอดติดร่างแห ถูก Condé Nast สั่งแบนไวกว่าสายฟ้าฟาดไปเรียบร้อย

จดหมายสั่งแบนฉบับนี้ถูกส่งไปถึงบรรดาผู้บริหารในเครือ Condé Nast ทุกประเทศ (ไม่รวม Condé Nast สหรัฐฯ ที่ตอนนี้ยังเงียบอยู่) โดยในอีเมล์ซึ่งเขียนโดยนาย James Woolhouse ประธานฝ่ายปฎิบัติการ (COO – Chief Operating Officer) ของ Condé Nast ระบุว่า ต่อแต่นี้ไปขอให้ทุกสื่อในเครือ งดใช้บริการช่างภาพ Richardson เป็นการถาวร ที่แซ่บกว่าคือ หากเล่มไหนทำงานกับเฮียแกไปแล้ว แต่ยังไม่ได้ตีพิมพ์ ก็ขอให้โยนงานนั้นทิ้งไป! แล้วหาคอนเท้นต์อย่างอื่นมาเสียบแทนซะ และให้มีผลบังคับใช้ ณ บัดนาว!!

Terry Richardson เจ้าของประโยค ‘It’s not who you know, it’s who you blow.’ ถ่ายแฟชั่นมาตั้งแต่ต้นยุค 90s ร่วมงานกับนิตยสารชั้นนำหลายหัว ทำงานกับไอคอนคนดังตั้งแต่ดารา นางแบบ ประธานาธิบดี ยันคนดังระดับโลกทุกวงการมาแล้วนับไม่ถ้วน เป็นขาประจำของแบรนด์แฟชั่นมากมาย ทั้ง Bulgari, Valentino, Diesel, Tom Ford, H&M ฯลฯ เขานี่แหละอีกหนึ่งบุคคลทรงอิทธิพลคนหนึ่งในอุตสาหกรรมแฟชั่นไม่แพ้นายไวน์สตีน


 Shot by Terry Richardson for Sisley, 2001

ปฏิเสธไม่ได้ว่างานของ Richardson มีตัวตนเฉพาะในความดิบ แปลก และแหกขนบ แต่ในอีกแง่งานของเขาหลายชิ้นมักส่อถึงเรื่องเพศและความรุนแรงเช่นกัน อย่างโฆษณาแคมเปญหนึ่งของ Sisley ในปี 2001 หรือแคมเปญน้ำหอม Tom Ford ในปี 2007 และอีกหลายแอด ซึ่งถูกแบนในหลายประเทศด้วยเหตุผล ‘ขายเซ็กส์’ จนเกินงาม


Shot by Terry Richardson for Sisley, 2009

ขณะที่ชื่อเสียงอีกด้านของเขาก็ฉาวโฉ่ไม่แพ้กัน นางแบบหลายคนที่เคยทำงานกับ ‘ลุง Terry’ (ชื่อที่เรียกกันในวงการ) ต่างออกมาแฉ พฤติกรรมสุดกึ๋ย ต่างๆ นานา ที่เกิดขึ้นระหว่างอยู่ในเซ็ต บางคนถึงกับแฉว่าเคยได้รับข้อเสนอให้ยอมมีเซ็กซ์กับเขาเพื่อแลกกับการได้ถ่าย Vogue ก็มี!

พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรกและครั้งเดียว แถมเกิดขึ้นมานานแล้วด้วย แต่ก็นั่นแหละ อีหรอบเดียวกับไวน์สตีน ที่ส่วนใหญ่ไม่กล้าออกมาพูด โดยส่วนหนึ่งยอมรับว่า พวกเขากลัวถูกมองว่าทำงาน ‘ไม่โปร’ หรือไม่ก็กลัวอาชีพการงานจะดับวูบ เพราะเส้นสายและคอนเน็กชั่นของเฮียเขา ‘บิ๊ก’ จริงอะไรจริง

ล่าสุดมีรายงานว่านิตยสาร Elle, Harper’s Bazaar, Esquire, Marie Claire และสื่ออย่าง The Wall Street Journal ก็แบนลุงแกเป็นที่เรียบร้อยแล้วเช่นกัน

Safe Zone เพื่อนางแบบ

แรงกระเพื่อมเมื่อช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังส่งผลต่อวงการรันเวย์ด้วยเช่นกัน

เริ่มจาก Cameron Russell นางแบบรุ่นพี่ในวงการ ผู้สร้างแฮชแท็ก #MyJobShouldNotIncludeAbuse เพื่อเป็นอีกหนึ่งกระบอกเสียงให้น้องๆ นางแบบที่เคยตกเป็นเหยื่อของการคุกคามทางเพศในทุกรูปแบบ แต่ไม่กล้าปริปากพูด สามารถมาเล่าความอัปยศต่างๆ ให้เธอฟังได้ แล้วแต่ความสมัครใจว่าจะให้เปิดเผยข้อมูลหรือไม่

แล้วเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา สมาชิกสภาผู้แทนหญิงแห่งนิวยอร์ก Nily Rozic ร่วมกับ The Model Alliance องค์กรไม่แสวงผลกำไรที่ดูแลเรื่องสิทธิให้กับเหล่านางแบบและนายแบบ ได้พิจารณาร่างกฎหมาย The Models’ Harassment Protection Act เพื่อคุ้มครองผู้ที่ถูกคุกคามไปจนถึงถูกล่วงละเมิดระหว่างการทำงาน

โดยให้เหตุผลว่า คนที่ทำอาชีพนางแบบ-นายแบบ ส่วนหนึ่งมักเป็นงานอิสระ ไม่มีสังกัด พวกเขารับงานด้วยตัวเอง นั่นหมายถึงสิทธิประโยชน์หรือความคุ้มครองใดๆ อาจไม่ได้เท่าเทียมกับโมเดลสังกัดเอเจนซี่ หรือแม้แต่ลูกจ้างอื่นๆ ในองค์กร การคุ้มครองจากการถูกคุกคามทางเพศยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะบ่อยครั้งที่โมเดลต้องทำงานโดยไม่อาจรู้ได้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้นหน้าเซ็ต โดยเฉพาะนางแบบสาวหลายคนที่ต้องจำใจเปลือยร่างกาย หรือ ‘ทำ’ อะไรๆ ทั้งที่ไม่อยากทำ แต่ไม่สามารถปฏิเสธได้ เมื่ออาชีพการงานของเธออยู่ในมือคนมีอำนาจซึ่งจะชี้ชะตาว่าให้ ‘เกิด’ หรือ ‘ดับ’ ได้ในพริบตา

เรานึกถึงคำพูดของนักแสดงรุ่นใหญ่ Emma Thompson ที่ให้สัมภาษณ์กับ BBC Newsnight ว่าการจะแก้ปัญหานี้อาจตามแก้ที่ใครคนใดคนหนึ่งไม่ได้ มันต้องแก้ทั้งระบบ เพราะสุดท้าย เดี๋ยวมันก็เกิดขึ้นอีก ในเมื่อคนที่มีพาวเวอร์สูงสุดในองค์กร เป็นคน ‘ทำ’ เสียเอง

ปูสื่อรอดูกันว่า Weinstein Effect จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรตามมาอีกบ้าง…

_

RECOMMENDED CONTENT

17.มกราคม.2020

“People on Sunday” (2562) เป็นการตีความ บทสนทนาโต้ตอบ และสาส์นแสดงความนับถือต่อภาพยนตร์บุกเบิกจากประเทศเยอรมันเรื่อง “Menshen Am Sonntag” (2473) หรือ “ผู้คนในวันอาทิตย์” ผลงาน “People on Sunday” (2562) ได้นำภาพยนตร์ต้นฉบับดังกล่าวกลับมาตีความใหม่ผ่านบริบทที่แตกต่างจากเดิม ทั้งยุคสมัย ภูมิประเทศ ตลอดจนสภาพในการทำงาน