fbpx

CONTACT US

DOODDOT VISIT: “VAC” สวรรค์สำหรับบรรดา Sneakerhead ตัวจริง ใจกลางสยามสแควร์
date : 20.พฤศจิกายน.2014 tag :

ถ้าพูดถึงร้าน Retailer เจ้าแรกๆของเมืองไทย ที่มี Sneakers รุ่น Imported ตัวใหม่ๆเข้ามาวางขายกัน ที่แปลกตาไปกว่า Shop รองเท้าปกติทั่วไป ให้แฟนๆ Sneakerhead บ้านเราได้เลือกซื้อกันแบบสนุกมือ เราเชื่อว่าชื่อที่หลายคนคงนึกถึงอยู่ต้องเป็นร้าน VAC (Vii Athletic Club) ตั้งอยู่ใจกลางย่านยอดฮิต สยามสแควร์ ซอย 1 ที่ใครผ่านไปผ่านมาแถวนั้นบ่อยๆคงคุ้นตากัน ยอมรับว่าแอบเข้าไปเดินดูและมีเพื่อนๆอุดหนุนมาก็หลายครั้งแล้ว แต่สุดท้ายก็ยังไม่เคยมีโอกาสได้พูดคุยกับ VAC แบบเป็นเรื่องเป็นราวสักที วันนี้เรานัดเจอกับ คุณบ็อบเจ้าของร้าน (วรากฤช วิวัฒนาเกษม) ถึงที่มาที่ไปว่าทำไมถึงเกิดเป็น VAC ขึ้นมาได้ รวมถึงความเคลื่อนไหวคงวงการสตรีทแฟชั่นในบ้านเราในมุมมองของเขา

VAC ทำอะไรบ้าง? 

VAC ตอนนี้ทำหลายอย่างครับ สำหรับถ้าเป็นตัวร้าน VAC ตอนนี้มีทั้งหมด 9 สาขาแล้ว ก็มีที่นี่สยามสแควร์ Siam Paragon, The Mall บางแค, The Mall บางกะปิ, The Emporium, CentralWorld, Fashion Island, Future Park รังสิต แล้วก็มี CentralLadprao ด้วยครับ  เราเป็นทั้ง Retailer แล้วก็มีบางส่วนที่เป็น Distibutor ด้วย คือนอกจากจะรับจากแบรนด์มาขายแล้ว เราเป็นตัวแทนจำหน่ายอยู่ 2 แบรนด์ ก็คือ “Official” ที่เป็นแบรนด์หมวกของอเมริกา แล้วก็ “Rastaclat” ที่เป็นแบรนด์กำไลข้อมือของอเมริกาเหมือนกัน นอกจากนั้นเราก็จะมีพวกไลน์ร้านอื่นที่แตกออกมาจาก VAC อีก อย่างเช่น “Above the Rim” ก็จะเป็นร้านที่เราทำเป็นช็อปบาสสำหรับคนที่ชอบบาส โดยเฉพาะ เราถือว่าเป็นชอปบาสชอปแรกของประเทศไทย แล้วก็มีร้านหมวกที่ขายหมวกอย่างเดียว ที่ถือเป็นชอปหมวกแห่งแรกในประเทศไทยเช่นกัน ชื่อว่า Roof อยู่บนชั้น 3 Central World ครับ ก็หลักๆก็จะประมาณนั้น บางทีก็อาจจะมีจัดอีเวนท์ของสินค้าบางแบรนด์บ้างครับ

null

null

เริ่มจากเราชอบสะสมรองเท้ามาก่อนแล้ว? 

คือ ไม่เชิงสะสมครับ ผมใช้คำว่าชอบดีกว่า ก่อนหน้านี้ผมเคยทำงานอยู่กับ Nike ประเทศไทย แล้วมันทำให้เราได้รู้ว่ากว่าจะมาเป็น Sneakers เนี่ยมันมีความเป็นมาอย่างไรบ้าง แต่ละรุ่นแต่ละคู่ที่ออกมามันไม่ใช่แค่ทำๆกันออกมาอย่างเดียว มันมีความเป็นมา มันมีแรงบันดาลใจของดีไซน์เนอร์ มันมีเรื่องราวต่างๆนาๆ แล้วก็ทำให้ได้เรียนรู้เกี่ยวกับประวัติ เรียนรู้เกี่ยวกับแบรนด์ต่างๆ พอเราออกมาก็คิดว่า เออ ถ้าเราทำตรงนี้ขึ้นมามันน่าจะเป็นสิ่งที่ดีกับคนชอบรองเท้าในเมืองไทย เพราะว่าบ้านเราไม่เคยมีช็อปขายร้องเท้าขนาดใหญ่ ที่คนสามารถมา Hangout กันได้มาก่อนเลย

ตอนแรกๆเป็นอย่างไร? 

ตอนแรกก็ ตะกุกตะกักครับ เหมือนเราไม่เคยทำธุรกิจมาก่อน แล้วก็ไม่รู้ว่าอะไรควรอะไรไม่ควร ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร เพราะฉะนั้นในช่วงปีสองปีแรกนี่ก็ถือเป็นช่วงที่เราได้เรียนรู้ค่อนข้างเยอะเลยครับ เพราะว่ามันก็ไม่มีต้นแบบให้เราดูด้วย เราถือว่าเราเป็นช็อปรองเท้าเจ้าแรกจริงๆที่ทำสเกลใหญ่ขนาดนี้ หลักๆก็คือความไม่รู้ครับ มันคือเรื่องของประสบการณ์

null

null

ความผิดพลาดตอนนั้นมีอะไรบ้าง? 

ทั่วไปเลยครับ มีทั้งการสั่งของไม่ถูก การสต๊อกของเยอะไป การสั่งของตามใจเรา บางรุ่นที่คิดว่าเราชอบมันอาจจะไม่เวิร์คเสมอไป นอกจากการเลือกของเลือกแบรนด์ ช่วงแรกที่ยากเลยก็จะเป็นพวกงานระบบเอกสาร งานโฆษณา อะไรแบบนี้ล่ะครับผม

วิธีการเลือกรองเท้าเข้าร้านของ VAC? 

ถ้าพื้นฐาน ก็คือเลือกตามที่เราคิดว่าสวยครับ ถามว่าคู่ที่เราคิดว่าไม่สวยมีไหม มันก็มีเหมือนกันครับ คือ พอทำมาแล้ว 4 ปี เดี๋ยวนี้มันเป็นการใช้ประสบการณ์มากกว่าแล้วครับ เหมือนกับที่เล่าไปข้อที่แล้วว่า พอเราเกิดข้อผิดพลาด เราก็จะเริ่มสังเกตละ… จะดูว่าสาขานี้ตัวไหนขายดี ไอ้ตัวนี้รุ่นนี้ขายดีเป็นเพราะอะไร ลองถามจากพนักงานหน้าร้านว่า เห้ยรุ่นนี้คนจับเยอะนี่ แต่แล้วทำไมขายไม่ได้ หรือเห้ยรุ่นนี้ทำไมคนเดินเข้ามาแล้วซื้อเลย เราก็จะไล่ดูครับว่ามันมีเหตุผลอะไรรึเปล่า ซึ่งพอมันมีข้อมูลพวกนี้อยู่ เราก็จะเริ่มวิเคราะห์ได้ล่ะ ว่าอยู่ที่สี อยู่ที่ช่วงเวลา อยู่ที่เทรนด์ เราต้องตามพวกนี้ให้ทันว่าตอนนี้เมืองไทย อะไรกำลังมา หรืออะไรที่คนนิยม เรามีของพวกนี้ขายให้ลูกค้ารึเปล่า คือเราจะไม่สามารถเลือกสิ่งที่เราชอบอย่างเดียวได้เสมอไป เพราะถ้าวัดจากตัวผมเนี่ย ผมเป็นคนชอบรองเท้าสีขาว แต่รองเท้าสีขาวเมืองไทยเป็นอะไรที่ขายค่อนข้างยาก มันสกปรกง่ายกว่า คนบ้านเราจะชอบอะไรง่ายๆกัน ทำความสะอาดง่ายๆดูแลง่ายๆ ยกเว้นแต่จะเป็นพวกตัว Classic สีขาวครับที่ขายได้

null

null

Sneakers ที่ดีในความหมายของ VAC เป็นแบบไหน? 

รองเท้า ที่ดีเหรอครับ… ไม่มีนะ มันเป็นอะไรก็ได้ที่เราชอบ เพราะถ้าผมบอก Sneakers ที่ดีสำหรับผมเนี่ย มันอาจจะไม่ได้เป็น Sneakers ที่ดีสำหรับคนอื่นก็ได้ เพราะฉะนั้นคำว่า Sneakers ที่ดีนิยามมันค่อนข้างกว้างครับ แต่ถ้าจะต้องให้ตอบจริงๆ เอาแบบส่วนตัวนะครับ ก็คงเป็น Sneakers ที่ใส่สบายแล้วกัน เพราะว่านั่นคือจุดประสงค์หลักของ Sneakers เลยตั้งแต่แรก มันคือความใส่สบาย หลายๆคนอาจจะยังไม่รู้ว่าเหตุผลที่เขาเรียกว่า Sneakers เพราะอะไร มันมาจากคำว่า Sneak ที่แปลว่าย่อง เพราะก่อนที่รองเท้าผ้าใบจะเป็นที่นิยม ทุกคนก็จะใส่แต่พวกรองเท้าหนังที่มันหนัก เดินแล้วมันมีเสียงดัง ผิดกันกับ Sneakers ที่ใส่เบาสบาย แล้วก็เดินเงียบไม่มีเสียง นั้นคือที่มาของ Sneakers เพราะฉะนั้นมันต้องเป็นรองเท้าที่ใส่สบาย เวลาใส่คนใส่จะรู้สึกแตกต่างจากรองเท้าหนัง

แล้วถ้าถามว่าร้าน Sneakers ที่ดีต้องเป็นอย่างไร? 

ร้านที่ดีเหรอครับ ต้องเป็นร้านที่มีพนักงานที่ดี ผมคิดว่าแค่นั้นเลยจริงๆ คือร้านคุณจะขายของอะไร ไม่จำเป็นต้องขายแต่ Sneakers ก็ได้ แต่สิ่งสำคัญคือพนักงานคุณต้องดี เขาต้องตอบคำถามลูกค้าได้เกือบทุกคำถาม เขาต้องคุยกับลูกค้าได้ ต้องมีความซื่อสัตย์ แล้วก็จริงใจกับลูกค้า แต่ก็แล้วแต่ด้วยเหมือนกันครับ คือเราจะเห็นบ่อย แบบบางทีคนชอบไปลงกระทู้พันทิปว่า ไปร้านนึงเจอพนักงานอย่างนี้อย่างนั้น ซึ่งทุกคนก็จะชอบบอกว่าลูกค้าคือพระเจ้า บางกรณีมันก็มีลูกค้าทั้งสองประเภท บางคนอาจจะเหมือนไปงี่เง่าหรือไปเสียมารยาทกับที่ร้านก่อน แต่เวลาเขามาเล่าเขาไม่ได้บอกตรงนั้น เพราะฉะนั้นเวลาเราต้อนรับลูกค้า ต่อให้ลูกค้าจะแย่ขนาดไหน แต่ด้วยความที่เป็นสังคมไทยแล้วเนี่ย ยังไงเขาก็มองว่าลูกค้าต้องเหนือกว่า สุดท้ายแล้วเราต้องบอกพนักงานตลอดว่า ไม่ว่ายังไงเราก็เสียเปรียบ คือถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรไปทำอะไรไม่ดีครับ

อะไรคือความยากของธุรกิจของ Retailer? 

ความยากของธุรกิจของ Retailer คือ ปัจจัยมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเราเองทั้งหมดครับ ประมาณห้าสิบเปอร์เซ็นจะขึ้นอยู่กับคนอื่น นั่นก็คือแบรนด์ที่เราเลือกเข้ามาขาย ถ้าสมมุติว่าวันหนึ่ง Nike เอาสินค้าที่ปกติให้เราไปให้เจ้าอื่น อันนี้คือสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ เพราะว่าแบรนด์พวกนี้เค้าก็จะมีไกด์ไลน์ในการเลือก Retailer ขายของพวกเขาอีกทีหนึ่ง ในมุมของเรา เราก็ต้องพยายามทำให้ร้านของเป็นอันดับหนึ่ง ให้แบรนด์พวกนี้เห็น เพื่อที่เขาจะได้ส่งของที่ดีที่สุดให้กับร้านที่ดีที่สุด ส่วนอีกความยากก็คือเรื่องของคู่แข่งครับ ถ้าร้านในเมืองไทยด้วยกันเอง ก็มี ไม่ว่าจะเป็นร้าน Carnivals, Super Sport หรือร้านที่อยู่ตามห้างต่างๆ แล้วก็ที่สำคัญเลยตอนนี้คือเว็ปไซต์จากเมืองนอก เพราะยุคสมัยนี้ทุกอย่างมันเชื่อมกันหมด ถึงแม้จะมีค่าภาษีกันก็เถอะ แต่ใครก็สามารถสั่งซื้อของได้ ใครก็สามารถเป็น Retailer ได้ เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้ว เราก็ต้องหาวิธีอย่างไรก็ตามที่จะพยายามดึงให้ลูกค้าซื้อของที่เรา ไม่ไปซื้อที่อื่น อันนี้คือความยาก

ลูกค้าของเราส่วนใหญ่เป็นวัยไหน? 

มีแทบทุกวัยเลยนะครับ ก็จะอยู่ที่ตั้งแต่ ม. ต้น ไปจนถึงแบบอายุสามสิบสี่สิบก็มี ทั้งชายและหญิง มีทุกแบบทุกแนวเลยครับ

Trend ของแฟชั่นรองเท้าบ้านเรา ตั้งแต่เปิดร้าน VAC มา มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นบ้าง? 

ที่เห็นได้ชัดก็คือ ผู้หญิงจะใส่ Sneakers กันเยอะขึ้นครับ จากเมื่อก่อนที่ใส่กันค่อนข้างน้อย ด้วยความที่สมัยนี้ไลน์สินค้า Sneakers ของผู้หญิงสวย แล้วก็พอเริ่มมีคนดังใส่ คนก็อาจจะเริ่มเห็นว่ามันโอเคนะ มันใส่แล้วมันสวยได้ ไม่จำเป็นต้องส้นสูงหรือคัทชูกันเสมอไป ส่วนผู้ชายเนี่ยผมคิดว่ามันมีความหลากหลายมากขึ้นกว่าเก่า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผมมองว่าเด็กไทยยังไม่ค่อยกล้า ไม่กล้าที่จะฉีกให้เป็นตัวของตัวเอง คือยังใส่อะไรตามกระแสค่อนข้างเยอะ มันเหมือนเรายังไม่มั่นใจ หรือไม่กล้าที่จะเป็นตัวของตัวเองกัน คือถ้าเป็นเมืองนอกไม่ว่าจะเป็นที่อเมริกาหรือญี่ปุ่น พวกนี้เค้าจะค่อนข้างชัดเจนกับแนวของตัวเองมาก เขาจะไม่มานั่งแคร์สายตาของสังคมเท่าไหร่ ว่า เห้ย ที่กูแต่งอยู่นี่มันจะดูไม่อินเทรนด์ เขาไม่สนใจเลย สิ่งที่เขาให้ความสนใจคือความเป็นปัจเจกบุคคลมากกว่า อันนี้คือกู อันนี้คือตัวกู การแต่งตัวแบบนี้คือตัวกู อะไรก็ตามที่มันเป็นแฟชั่น มันไม่ได้จำเป็นต้องดี ต้องเป็นเราเสมอไป การแต่งตัวมันไม่ใช่สิ่งที่มีถูกมีผิด ทุกวันนี้เราดูได้เลย เวลาเด็กกลุ่มนึงเดินมา 10 คน ตีไปซะว่า มี 8 คนที่แต่งตัวเหมือนกัน มันจะมีแค่คนหรือ 2 คนที่อาจจะแตกต่างกันออกไป แล้วผมคิดว่าแบบนี้มันไม่ค่อยดีนะ คือ ถ้าเกิดว่าเราเปลี่ยนตรงนั้นได้ ผมว่าประเทศไทยน่าจะสนุกกว่านี้ แต่ก็คงต้องใช้เวลาครับ

null

null

null

null

เราพูดถึงแฟชั่นแบบนี้มันย้อนให้เห็นวัฒนธรรมของชาติเหมือนกันรึเปล่า? 

ถูกต้องครับ เพราะว่ามันเกี่ยวกันอยู่แล้ว เหมือนอย่างไม่ว่าจะเป็นอเมริกาหรือว่าญี่ปุ่น มันจะสะท้อนให้เห็นเลยว่าไอ้การที่เค้ากล้าที่จะเป็นตัวของตัวเอง มันย้อนไปดูได้ถึงระบบการศึกษาของเค้าเลย เค้าสอนให้เด็กคิดเองเป็น สอนให้ยกมือ สอนให้กล้าที่จะตั้งคำถาม กล้าโต้ตอบคุณครู อย่างเมืองไทยผมจำได้ว่าตอนนั้น ครูถามก็จะไม่ค่อยกล้าตอบกัน ถ้าจะยกมือตอบ ก็กลัวจะโดนหาว่าเป็นเด็กเรียนหรืออะไรอย่างนี้ เหมือนเรากลัวที่จะแตกต่างกันตั้งแต่เด็กๆแล้ว กลัวเพื่อนล้อบ้าง กลัวเป็นเด็กเรียนบ้าง กลัวที่จะผิดบ้าง แต่อย่างที่อเมริกา ถ้าเคยได้ยินคือ บ้านเค้าคนที่ไม่ถามคือโง่ แต่คนไทยถ้าถามคือโง่ น่าจะเป็นอย่างนั้นนะครับผมว่า

แฟชั่นที่นั่นสนุกกว่า?

ถ้าคำว่า “แฟชั่น” คือเป็นเทรนด์หรืออะไรอย่างนี้  ถือว่าไม่ชัดเจนเท่าบ้านเราครับ เพราะคือคนเค้ามันไม่ได้ตามแฟชั่นกันแบบชัดๆ สมมุติตีไปว่าตอนนี้สตรีทแวร์มันดัง การแต่งตัวแบบ Kanye West มันกำลังมา ที่โน่นอย่างที่ไปคือ พอคนมันไม่ได้สนใจว่า มันต้องตามกระแส  10 คน มันจะมีซัก 2 คนที่ตามกระแสทุกอย่าง แล้วก็ที่เหลือ 8 คนเนี่ย มันก็จะเป็นในแบบที่เค้าเป็น คือเค้าจะไม่รู้สึกอะไร กับการที่เค้าเป็นในสิ่งที่เขาเป็น แต่เหมือนคนไทยเนี่ยมันไม่ได้ ถ้าเมื่อไรที่มันมีเทรนด์ทำตามๆกัน มันต้องใส่ กางเกงทรง Skinny พี่ตูน บอดี้สแลมใส่ปุ๊ป อ่ะ กูต้องใส่ขาเดฟ ต่อให้กูจะรัด กูจะไม่สบาย ไม่ชอบแค่ไหนก็ตาม ก็จะต้องซื้อมาใส่ แต่ถ้าเป็นอเมริกันหรือญี่ปุ่นพวกนี้ ต่อให้สมมุติเค้าเห็นว่า เออ มันน่าลอง แต่ถ้าเค้าใส่แล้วรู้สึกว่ามันไม่ใช่ตัวเขา เขาจะไม่ฝืน คนไทยจะฝืน เพื่อให้เข้ากลับกระแสเนี่ยค่อนข้างเยอะ ฝืนเพื่อให้เหมือนคนหมู่มากค่อนข้างเยอะ  ถ้ามองสองประเทศนี้ผมว่าคนเค้าแต่งตัวดูมีความภูมิใจในแบบที่ตัวเองเป็น นั่นคือสิ่งสำคัญเลยครับสำหรับอเมริกันหรือญี่ปุ่น เค้าเป็นกันแบบนั้น เค้าให้ความสำคัญกับคุณค่าของตัวเอง แล้วผมว่ามันสนุกกว่า

ธุรกิจร้านรองเท้าที่นู่น?

ผมว่าเมืองนอกเนี่ย ทุกอย่างมันขายได้ เพราะคุณใส่อะไรก็ได้ คุณไม่ต้องรอเทรนด์ คือเมืองไทย หลักๆคนก็จะใส่ Nike Adidas อย่างตอนนี้คนก็อาจจะหันไปใส่ Adidas เยอะขึ้นเพราะว่าเริ่มมีคนดังใส่กัน อ่ะ Kanye West ก็หันมาใส่ หรือ Pharrell ก็เริ่มกลับมาทำให้ Adidas แต่ถ้าเป็นที่นู่น เวลาที่เค้าอยากได้รองเท้าใหม่ ก็จะไปร้านรองเท้ากัน ไป พวก Foot Locker หรือไปร้านอะไรก็ได้ ที่ร้านจะมีแบรนด์รองเท้าให้เลือกประมาณอย่างน้อย 10-20 แบรนด์ รวมถึงแบรนด์ที่เป็น Local ก็มี คือเค้าชอบอะไรเค้าก็จะซื้ออย่างนั้นกันมากกว่า ไม่จำเป็นต้องติดว่าต้องเป็นแบรนด์ไหน

ปัจจุบันนี้สะสมรองเท้าเยอะไหม? 

ไม่เยอะนะครับ ตอนแรกจริงๆผมมีเกือบ 200 กว่าคู่ แล้วสุดท้ายก็มานั่งโล๊ะไอพวกที่เก่าแตก ใช้ไม่ได้ ก็ตอนนี้ก็เหลือ 100 กว่าคู่ แล้วครับ

ถึงตรงนี้เรานั่งพูดคุยกับคุณบ็อบมาสักพักแล้ว ก่อนที่จะเจอกันวันนี้เราได้ขอให้เขาช่วยเตรียมรองเท้าที่เขาประทับใจเป็นพิเศษมาเล่าให้ฟังด้วย เราเปลี่ยนบรรยากาศจากในห้องทำงานของเขา เดินลงมาคุยต่อที่ชั้นสอง ของร้าน VAC กัน…

null

null

มีคู่ไหนที่ประทับใจเป็นพิเศษบ้าง ช่วยแบ่งให้เราดูหน่อยได้ไหม?

โอเคครับ ก็ที่เตรียมมาวันนี้มีทั้งหมด 5 คู่ครับ (หยิบรองเท้าออกมา)

“Nike Cortez 40/40 Pomme Chan”

อันแรกนี้ไม่ใช่รองเท้าของผมซะทีเดียว เป็น Nike Cortez ซึ่งเป็นอีกรุ่นคลาสสิคของ Nike เลย ทำให้แบรนด์เริ่มเป็นที่รู้จัก ตัวนี้นี่ตอนนั้นทาง Nike Thailand เค้าเปิดให้ศิลปินไทยทำงาน Exhibition ของ Cortez ครบรอบ 40 ปีครับ คู่นี้ก็เป็นของ “Pomme Chan”  ตอนที่ผมเห็นที่งานคู่นี้จัดแสดงอยู่ผมโครตชอบตัวนี้เลย  พอดีในช่วงปีนี้ได้รู้จักกับปอมตัวจริง แล้วก็เหมือนเป็นเพื่อนกัน ก็ได้คุย ก็เลยขอปอมเค้ามาครับ ดีใจมากๆ

แสดงว่าตัวนี้มีคู่เดียว? 

มี คู่เดียวครับเพราะมันเป็นการ Paint ด้วยมือของเค้าเอง เหมือนศิลปินจะ Customize มา 6 คน 6 แบบเพื่องานนี้โดยเฉพาะ ก็เป็นอีกคู่นึงที่หาซื้อไม่ได้และผมก็ประทับใจมากๆ

null

null

null

“Jordan 6 Slam Dunk”

คู่นี้จะใหม่หน่อย เป็นรุ่นที่ Jordan ทำกับ Slam Dunk “Jordan 6 Slam Dunk” ส่วนตัวผมเองชอบอ่านการ์ตูน ผมอ่านหลายเรื่องมาก แล้วก็จริงๆน่าจะเริ่มเล่นบาสเพราะการ์ตูนเรื่องนี้เลยด้วย เพราะฉะนั้นพอตัวนี้มันออกมาปุ๊ป ก็ถือว่าเป็นอะไรที่ค่อนข้างจะสำคัญสำหรับตัวผม คือผมเก็บการ์ตูนสแลมดั้งค์ทุกคอลเลคชั่น แล้วก็ชอบคนวาดมาก “ทะเกะฮิโกะ อิโนะอุเอะ (Takehiko Inoue)” เนี่ย ผมว่าเค้าโคตรเก่งเลย เก่งมากๆ ก็ชอบหนังสือการ์ตูนของเขาหมดเลย ผมเก็บแม้กระทั่งหนังสือ Hardcover ที่เป็น Artwork วาดพู่กันของเขา อันนั้นก็สวยมากๆเหมือนกัน

null

null

null

“Nike Air Yeezy 2”

ต่อมาก็จะเป็น Nike Air Yeezy ครับ ความพิเศษของรุ่นนี้ก็น่าจะรู้กันดีครับ เป็นรุ่นที่ Kanye West ออกแบบให้กับ Nike ผมคิดว่าน่าจะเป็นตัวสุดท้ายที่ทำร่วมกันแล้ว ถ้าไม่กลับมาเซ็นสัญญาอีกนะครับ ก็หลักๆแล้วคือชอบเพราะว่ามันเป็นรองเท้าที่มีรูปทรงที่ค่อนข้างแปลก ชอบตรงรอยหยักด้านหลังที่เป็นเหมือนไดโนเสาร์ แล้วก็ชอบลายละเอียดของงาน ที่เหมือนกับมีการผสมผสานวัสดุหลายๆแบบ คือส่วนตัวผมก็ไม่ได้ชอบ Kanye West เป็นพิเศษนะ แต่ว่าแรงบันดาลใจที่เค้าเอามาทำคู่นี้ ผมว่ามันดีมากจริงๆ คือในทุกๆองค์ประกอบมันจะมีรายละเอียดซ่อนอยู่ คู่นี้เหมือนเค้าได้รับแรงบันดาลใจจากพวก… ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นพวกอียิปต์ๆหน่อย  คือผมว่าต้องยอมรับว่าเค้าเก่งครับ ไอเดียการออกแบบแต่ละอย่างของเค้า ผมว่าโอเคเลย แล้วก็ด้วยความที่เค้าเองก็เป็นคนชอบรองเท้าอยู่แล้วทำให้เวลาทำออกมามันรู้สึก Connect กับกลุ่ม Consumer ในรุ่นตัวผม เพราะว่าอย่างตัว Platform ของ Yeezy นี้ มันก็เอามาจากรองเท้ารุ่นคลาสสิคของ Nike ที่ผมคุ้นเคย ก็เลยทำให้ชอบเป็นพิเศษเลยครับ

ตอนนี้ราคาของรุ่นนี้อยู่ที่เท่าไร?

โอ คู่นี้แพงแล้วครับ ถ้าเป็นของใหม่ แบบ Deadstock ก็น่าจะมีถึงหลักแสนแล้วแหละมั้งครับตอนนี้

null

null

null

“adidas 3Way Consortium DROP3 STAN SMITH 80s (Colored by) ACU & D-MOP”

คู่นี้เป็น Adidas ครับ คือชอบ เพราะผมชอบงานศิลปะ แค่นั้นเอง อันนี้ไม่มีอะไรเลยนอกจากผมคิดว่ามันสวยดี ซึ่งจริงๆ CLOT คือทีมที่ Edison Chen เค้าร่วมก่อตั้งแบรนด์ขึ้นมาครับ ก็เป็นอีกตัวนึงที่ทำออกมาได้สวย แล้วผมชอบรองเท้าสีขาวอยู่แล้วด้วย เป็นลายสีครามๆแบบลายชามจีน

null

null

null

visvim GRIZZLY BOOTS-FOLK *F.I.L. EXCLUSIVE

คู่สุดท้ายนี้เป็นของ visvim ครับ ก็ถ้าคนที่เล่นแนวสายญี่ปุ่นก็อาจจะรู้จักแบรนด์นี้ดี คือผมชอบเพราะรูปลักษณ์อย่างเดียวเลย มันดูแล้วรู้สึกแปลกตาจากรองเท้าที่ตัวเองมี ปกติผมไม่ค่อยมีรองเท้าสีแบบนี้หรือทรงอะไรแบบนี้ ถ้าเป็นบู๊ทก็จะใส่แค่ทิมเบอแลนด์ ธรรมดาครับ คือนานๆจะดู visvim แล้วรู้สึกว่าชอบ เพราะว่ามันแพงเหลือเกินด้วย (หัวเราะ) รองเท้าเหี้ยอะไรโครตแพง แต่ใส่ไม่สบาย ผมว่า visvim น่าจะเป็นรองเท้าที่แพงที่สุดที่ใส่ไม่สบายที่สุดแล้วครับ ก็ถ้าถามว่าไปติดเกาะแล้วต้องเลือกรองเท้าคู่เดียว คงไม่ใช่คู่นี้แน่นอน  แต่เห็นคู่นี้แล้ว ที่พิเศษสำหรับผมคือ ผมชอบดีไซน์ ชอบสีของมันจริงๆ

ปัญหาในการเก็บรองเท้าในประเทศไทยคืออะไร? 

เรื่องอากาศครับ อากาศไม่ค่อยเหมาะ อากาศร้อนทำให้กาวรองเท้ามันเสี่อมเร็ว หลักๆจะมีแค่นั้นครับ บ้านเราไม่มีหิมะ เพราะฉะนั้นรองเท้าก็ไม่ค่อยมีอะไรต้องดูแลมาก เวลาฝนตกมันก็ยังรับได้ ไม่แย่มาก  แต่อย่างเมืองนอกช่วงหน้าหนาวที่มีหิมะเยอะ อันนั้นมันเหมือนเราเดินลุยน้ำเลย รองเท้ายิ่งเอามาเดินลุยน้ำเรื่อยๆมันก็ไม่ค่อยดี บ้านเราไม่ได้มีปัญหากับการเอาไปเดินบนท้องถนน ส่วนมากเป็นเรื่องของการเก็บเป็นเรื่องของอุณหภูมิมากกว่าครับ

null

null

Event ที่จะจัดที่ร้านครั้งต่อไป?

ก็หลังจากที่เพิ่งมีงาน Cazal กันไป ตอนนี้ที่คิดๆไว้ก็จะมีพวกงานของ Saucony ครับ น่าจะเป็นช่วงเดือน 2 ปีหน้า แล้วก็ที่ตั้งใจว่าจะจัดเลยก็คืองานครบรอบ VAC ที่ตอนครบรอบ 3 ปีเลยมาแล้วไมได้จัด ก็อาจจะจัดครบรอบ 3-4 ปีรวมไปในงานเดียวกันเลย

งั้นถามถึง Saucony ส่วนตัวคิดว่ายังไงครับ ? 

Saucony สำหรับผมคิดว่า จริงๆสินค้ามันดีเลยครับ ตอนนี้ผมมองว่า ราคาโอเค คุณภาพสินค้าโอเค แล้วทรงของมันเป็นอารมณ์แบบ Retro Running รองเท้าวิ่งสมัยก่อนที่ตอนนี้มันก็เป็นอะไรที่อินกันอยู่  ตอนนี้รอแค่ว่าจะทำยังให้คนรู้จักมากขึ้น แล้วก็อยู่ที่ว่าการตลาดของ Saucony เค้าจะทำอะไรมากน้อยแค่ไหน จะทำให้คนสนใจได้หรือป่าวครับ

ในอนาคตอยากให้ VAC ออกมาเป็นอย่างไร?

ผมคิดว่าอยากจัดอีเวนท์อย่างนี้ซัก 1 ครั้งในแต่ละเดือนครับ เหมือนให้คนมาแฮงค์เอาท์ที่ VAC กัน อยากให้รู้สึกว่า VAC เป็นเหมือนที่ที่เค้าอยากมา ต่อให้เค้าอยากซื้อของหรือไม่อยากซื้อของเนี่ย ก็อยากทำให้เค้ารู้สึกดีต่อบริเวณร้าน แค่ตรงนั้นเอง ผมอยากให้คนออกมาเจอกันมากขึ้น อย่าง งาน Cazal ก็อยากให้คนที่ชอบแว่น Cazal เนี่ย ถึงมีไม่กี่คนก็ตาม อยากให้มาคุยกัน มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน แล้วก็ของ Above The Rim เองก็จะมีจัดแข่งบาสครับ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาก็เพิ่งจบไป ครั้งที่ 3 เหมือนให้คนมาเล่นบาสกันฟรีๆ มาแข่งกัน มีรางวัลกลับบ้าน ติดไม้ติดมือไป ก็จะพยายามจัดงานอยู่เรื่อยๆครับ เราไม่อยากเป็นร้านขายของอย่างเดียว แต่เราอยากเป็นชื่อที่คนนึงถึงใน Culture แบบนี้ด้วย

Writer: Pakkawat Tanghom
Photographer: Pakkawat Tanghom

RECOMMENDED CONTENT

18.กรกฎาคม.2019

“MALEE” เดินหน้าพลิกโฉมภาพลักษณ์ผลิตภัณฑ์ผลไม้กระป๋องให้มีความทันสมัย หลังได้รับความสำเร็จจากการเปิดตัวผลไม้กระป๋องสูตรหวานน้อยลงกว่าสูตรปกติ 40% แคลอรี่ต่ำ และปริมาณคาร์โบไฮเดรตต่ำกว่าสูตรปกติประมาณ 35% ที่ตอบโจทย์กลุ่มคนทำงาน ประชาชนทั่วไป ทุกเพศทุกวัย