นับเป็นการสร้างประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ในวาระครบรอบ 75 ปี ของแบรนด์ม้าลำพองสู่เวที ยนตรกรรมระดับโลกอีกครั้ง ด้วยการรังสรรค์รถเฟอร์รารี่ Purosangue (พูโรซังเกว้) ซูเปอร์คาร์ที่รวบรวมสมรรถนะอันโดดเด่นเข้ากับความสะดวกสบาย ได้พุ่งทะยานจากเมืองมาราเนลโล เพื่อเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ในประเทศไทยเป็นแห่งแรกของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมกัน 7 ประเทศ อาทิ ไทย เกาหลีใต้ เวียดนาม สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ที่สิงห์ปาร์ค จ.เชียงราย โดย คาวาลลิโน มอเตอร์ ผู้นำเข้าเฟอร์รารี่อย่างเป็นทางการในประเทศไทย พร้อมพาสาวกเฟอร์รารี่ได้ร่วมชื่นชมและสัมผัสอย่างใกล้ชิดในงาน “Ferrari Purosangue Southeast Asia Premiere”
เฟอร์รารี่ Purosangue เป็นรถสปอร์ตแบบ 4 ประตู 4 ที่นั่ง ที่สร้างบรรทัดฐานใหม่แห่งอุตสาหกรรมยานยนต์ด้วยนวัตกรรมที่ล้ำสมัย ด้วยเครื่องยนต์แบบ V12 วางกลางลำด้านหน้า อันเลื่องชื่อของมาราเนลโล ด้วยพละกำลังถึง 725 แรงม้า โดดเด่นด้วยเสียงคำรามอันน่าหลงใหลของเครื่องยนต์เฟอร์รารี่ ที่จะมอบประสบการณ์การขับขี่รถยนต์เฟอร์รารี่ในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ทำให้ เฟอร์รารี่Purosangue เป็นยนตรกรรมแบบ 4 ประตู 4 ที่นั่ง ที่สมบูรณ์แบบที่สุดในกลุ่ม
ม้าลำพองรุ่นใหม่ล่าสุดนี้ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถัน ผสานเข้ากับสุนทรียะของรถสปอร์ต GT อันเป็นเอกลักษณ์ของเฟอร์รารี่ ทั้งรูปลักษณ์ภายนอกที่โฉบเฉี่ยว ประสานกลมกลืนกับห้องโดยสารที่สะดวกสบาย โอ่อ่า พร้อมความสะดวกสบายตามแบบฉบับของรถเฟอร์รารี่ 4 ที่นั่ง ด้วยห้องโดยสารที่กว้างขวางมอบความรู้สึกราวกับห้องนั่งเล่นที่หรูหรา และโฉบเฉี่ยวแบบสุดขั้ว พร้อมติดตั้งเบาะนั่งไฟฟ้าแบบทำความร้อนได้ทั้ง 4 ที่นั่ง รวมทั้งมีที่เก็บสัมภาระท้ายรถขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เฟอร์รารี่เคยผลิตออกมา นอกจากนี้เบาะหลังยังสามารถพับได้ เพื่อเพิ่มพื้นที่ใส่สัมภาระอีกด้วย
RECOMMENDED CONTENT
‘School Town King’ แร็ปทะลุฝ้า ราชาไม่หยุดฝัน เป็นหนังสารคดีที่สร้างจากเรื่องจริงของ ‘บุ๊ค’ เด็กหนุ่มวัย 18 และ ‘นนท์’ วัย 13 ผู้เติบโตมาในชุมชนคลองเตย หรือที่ใครๆ ต่างรู้จักในอีกชื่อหนึ่งว่า ‘สลัมคลองเตย’ นอกจากความยากจนที่มาพร้อมกับสถานะทางสังคมที่เลือกไม่ได้แล้ว ทั้งบุ๊คและนนท์ยังไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับระบบการศึกษา รวมทั้ง หลักสูตรการเรียนการสอนที่เน้นแต่ความสำเร็จเชิงวิชาการก็ยิ่งทำให้เด็กเรียนไม่เก่งอย่างพวกเขาขาดความสนใจในชั้นเรียนลงไปเรื่อยๆ ระบบการศึกษาที่น่าจะเป็นความหวังและเท่าเทียมกันของเด็กทุกคน กลับยิ่งบีบบังคับและผลักไสให้พวกเขาเป็นแค่ ‘คนนอก’ ของสังคมไปโดยปริยาย




