fbpx

CONTACT US

“Lee” กับการเดินทาง 125 ปี ของแบรนด์เดนิมอันเป็นตำนาน
date : 28.กรกฎาคม.2014 tag :

เวลานี้คำว่า “กางเกงยีนส์” ได้เดินทางมาถึงจุดที่มีผู้ผลิตก้าวเข้ามาเล่นในตลาดจากทั่วทุกมุมโลก ทั้งจากประเทศต้นฉบับอย่างอเมริกาหรือถ้าเป็นฝั่งเอเชียก็มีประเทศญี่ปุ่นเป็นแกนนำ รวมๆแล้วมีแบรนด์ยีนส์เกิดใหม่ออกมามากมายแทบจำชืกันไม่หมด แต่ถ้าเมื่อไรที่มีคนพูดถึงชื่อ  “Lee” พวกเขาคือหนึ่งในแบรนด์เดนิมชั้นนำระดับโลกที่อยู่ใน Top 5 ยีนส์ได้รับความนิยมโดยไม่ต้องสงสัย ถ้าเผื่อคนที่เคยใส่ Lee มานานแล้ว แต่ไม่เคยรู้เรื่องราวของพวกเขามาก่อน วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับ Lee ผ่านไทม์ไลน์ช่วงเวลาต่างๆในประวัติศาสตร์เกิน 100 ปี ของพวกเขากัน

null

ปี 1889
นายเฮนรี่ เดวิด ลี (Henry David Lee) ในวัยอายุ 40 ปี ได้ก่อตั้ง ‘H.D. Lee Mercantile Company’ ขึ้นในเมือง Salina รัฐ Kansas ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ Lee ตอนนั้นไม่ใช่กางเกงยีนส์แต่อย่างใด ร้าน Lee คือร้านขายของชำขนาดใหญ่ (Mercantile)ที่เห็นได้เป็นปกติทั่วในอเมริกาสมัยนั้น ด้วยความตั้งใจของ Lee ภายในเวลาไม่ถึง 20 ปี ร้านได้กลายเป็นร้านที่ใหญ่ที่สุดในรัฐ หนังสือพิมพ์ถึงกับลงข่าวว่า “H.D. Lee คือชื่อที่ติดอยู่ในทุกปากของผู้คนแคนซัส และสินค้าของเขาก็อยู่บนชั้นวางของทุกครัวเรือน”

null

ปี 1910s
ในช่วง 10 ปีนี้ หลังจากที่ร้าน Mercantile ของ H.D. Lee ได้กลายเป็นร้านขายของชื่อดังครองใจผู้คนในรัฐไปแล้ว เขาขยับมาต่อที่เรื่องของเสื้อผ้าที่ผู้คนใช้ใส่ทำงานกันบ้าง ริเริ่มผลิตชุดเอี๊ยม “Bib Overall” แต่ยังไม่ฮิตติดตลาด จนมาถึงตอนที่ “Union-All” ชุดที่เย็บติดระหว่างแจ๊คเกตและกางเกงยีนส์ถูกนำเข้าตลาด (บ้านเราบางคนอาจจะเรียกชุดหมี ชุดช็อป ชุดช่าง Jumpsuit หรืออะไรก็แล้วแต่) ไม่นานไอเทมเดนิมทั้งสองชิ้นได้ครองใจผู้คนและกลายเป็นยูนิฟอร์มของคนทำงานช่างไปเลย โอกาสนี้ Lee จึงตัดสินใจเปิดแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเอง โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนคือเป็นผู้ผลิตกางเกงยีนส์และแจ๊คเก็ตยีนส์โดยเฉพาะ (จวบจนถึงปัจจุบันชุดเอี๊ยมและชุดหมีของ Lee ก็ยังคงความเอกลักษณ์ประจำของแบรนด์)

null

ปี 1920s

ธุรกิจเสื้อผ้าของ Lee กำลังไปได้สวย พวกเขามีโรงงานผลิตของตัวเอง และขยายสาขารวมถึงมีโกดังเก็บของอยู่ที่ San Francisco และ Los Angeles จะบอกว่ายุค 20’s คือช่วงเวลาที่กางเกงยีนส์ Lee พัฒนาแบบก้าวกระโดดก็คงไม่ผิด เริ่มจากการเปิดตัวตุ๊กตาเด็กผู้ชายหน้าหวาน แต่งตัวแบบคาวบอย “Buddy Lee” (คนเก็บของวินเทจคงรู้จักกันดี) มาเป็นมาสค๊อตใช้เพื่อการโฆษณาของพวกเขา ถิอเป็นเจ้าแรกๆเลยก็ว่าได้ที่มีการนำตัวละครสมมุติมาใช้พูดในแบรนด์เสื้อผ้า (ในช่วงยุค 90’s Buddy Lee ยังถูกนำกลับมาเป็นโฆษณาชุดดังที่นำเสนอไอเดียว่ากางเกง Lee ใส่ทนซะจนตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ ใครเกิดยุคนั้นน่าจะเคยเห็นกัน) ในปี 1924 Lee เปิดตัว “101 Jeans” กางเกงยีนส์ที่พวกเขากล้าออกปากเลยว่าเป็น “ยีนส์สำหรับคาวบอย” เป็นกางเกงยีนส์ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก และตอกย้ำด้วยคิดค้นการใส่ซิปลงในกางเกงยีนส์ (เป็นเจ้าแรก) ใช้ชื่อว่า “WHIZ IT” ทำให้คนใส่รู้สึกสบาย ถอดเข้าถอดออกก็ง่าย Lee เลยได้เครดิตจากฟังก์ชั่นนี้ไปเต็มๆ แต่น่าเสียดายที่ในปี 1928 นาย H.D. Lee ก็ได้เสียชีวิตลงจากโรคหัวใจ

ปี 1930s
ถึงแม้ H.D. Lee จะจากไป แต่แบรนด์ Lee ไม่ได้หยุดตัวลงแต่อย่างใด (หลานเขยเข้ามาคุมงานต่อ) พวกเขาขยับตัวต่อด้วยการผลิตกางเกงรุ่น Rider Pants ที่ทำให้เข้าถึงตลาดในซาน ฟรานซิสโกมากขึ้น เป้าหมายก็ยังคงเป็นบรรดาคาวบอยทั้งหลาย และเริ่มผลิตป้าย “Hair-on-Hide” ป้ายขนที่สามารถสอดเข็มขัดได้เป็นเอกลักษณ์ของ Lee ที่คนใส่ยีนส์ทุกคนรู้จักกันดี เป็นครั้งแรก

null

ปี 1940s
Lee เดินทางมาถึงจุดที่พวกเขาเชื่อว่าเสื้อผ้าของแบรนด์ไปได้สวย และตัดสินใจยกเลิกธุรกิจร้านขายของชำที่เป็นต้นกำเนิดของแบรนด์ออกไป กลับมาที่เรื่องของเสื้อผ้า นี่คือช่วงแรกที่กางเกงยีนส์ Lee มีสัญลักษณ์ “Lazy S” ปรากฎอยู่บนกระเป๋า (การเดินด้ายบนกระเป๋าหลังทั้ง 2 ข้าง มองแล้วคล้ายการ์ตูน “Long Horn”)  แน่นอนว่าในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ Lee ต้องขยับตัวด้วยเหมือนกัน จากที่เคยผลิตเสื้อผ้าสำหรับคนทำงาน เมื่อประเทศมีสงคราม “คนทำงาน” กลายมาเป็นบรรดาแม่บ้านผู้หญิงทั้งหลาย Lee จึงคิดค้นรุ่น “Lady Lee Riders” กางเกงยีนส์ที่ขึ้นชื่อว่า Fitting ได้สวยเข้ากับสรีระผู้หญิงที่สุดในเวลานั้น

ปี 1950s
เอาล่ะ มาถึงยุค Baby Boomer หลังสงครามโลกกันแล้ว นี่คือช่วงเวลาที่กางเกงยีนส์ของหลายๆแบรนด์กำลังจะเข้ามามีบทบาทครั้งใหญ่ในโลกของแฟชั่น ซึ่ง Lee เองก็แสดงตัวตนออกมาได้อย่างสวยงาม เมื่อไอคอนของ Hollywood อย่าง เจมส์ ดีน หยิบเอากางเกงยีนส์ Lee มาใส่ให้คนเห็นกัน ในภาพยนตร์เรื่องดัง “Giant” และ “Rebel Without a Cause” เป็นจุดเริ่มต้นการแต่งกายแบบ Biker Style นักบิด แสดงความแหกคอกและตัวตนแบบเด็กมีปัญหา (ถึงขั้นบางโรงเรียนในอเมริกาห้ามใส่ยีนส์กันเลยทีเดียว) แต่นั่นยิ่งทำให้ยีนส์ Lee กลายเป็นไอเทมหลัก ประมาณว่าถ้าอยากเท่ต้องหามาใส่ พร้อมทั้งเปิดตลาดชุดลำลองด้วยการเล่นคำ “Leesures” มีคอนเซปต์หลักที่เป็นวลีติดหูกันดี “Work & Play” ทำให้เข้าถึงตลาดได้กว้างมากขึ้น

null

ปี 1960s
จากการเกิดขึ้นของวัฒนธรรมที่ชัดเจนอย่าง Baby Boomer โลกแฟชั่นเคลื่อนตัวไปแบบเปลี่ยนยุคต่อยุค ประจวบเหมาะกับเป็นช่วงเวลาที่กางเกงยีนส์เป็นของที่วัยรุ่นทุกคนเริ่มให้ความสนใจ ในแง่ธุรกิจ Lee กำลังเจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว พวกเขามีโรงงานอยู่ทั่วอเมริกา และเริ่มขยับขยายไปต่างประเทศ (ที่แรกคือประเทศเบลเยี่ยม) จนเมื่อ Lee ตัดสินใจร่วมมือกับเครือใหญ่อย่าง VF Corp., พวกเขาก็เข้าถึงตลาดโลกได้มากขึ้น (กว่า 50 ประเทศทั่วโลก)

ปี 1980s
ลากยาวมาจนถึงยุค 80’s บัดนี้ Lee คือแบรนด์ยีนส์ที่ติดตลาดทั่วโลกเรียบร้อยแล้ว และการมาถึงของคอมพิวเตอร์ ก็มีบทบาทกับ Lee ไม่น้อย ทำให้พวกเขามีประสิทธิภาพทางการผลิตที่สูงกว่าเดิม

ปี 2000s
จากช่วงปี 90’s เมื่อ Lee ย้ายมาที่สาธารณรัฐประชาชนจีน และทำให้พวกเขาเติบโตขึ้นอย่างมหาศาลในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (นี่คงเป็นช่วงเวลาที่บ้านเราเริ่มมี Ad และแคมเปญต่างๆของ Lee ออกมาให้เห็นกัน) และกลายมาเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่มีบทบาทสำคัญที่ในมิภาคนี้ พร้อมกับการเปิดตัวแฟลกชิพสโตร์แห่งแรกในทวีปเอเชีย ย่าน Causeway Bay (ฮ่องกง) ถือเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้หลงใหลเดนิมในภูมิภาคนี้ ได้มาสัมผัสกับโลกแห่งความพิเศษสุดที่ยีนส์ Lee ภูมิใจนำเสนอ

null

ปี 2014
ไล่มาตั้งนาน นี่มันปีปัจจุบันแล้วนี่! 2014 ถือเป็นปีสำคัญของแบรนด์ Lee กับการเฉลิมฉลองครบรอบ 125 ปี จากการสั่งสมจิตวิญญาณที่เต็มไปด้วยความหลงใหลใคร่รู้ที่มีให้กับกางเกงยีนส์ของพวกเขา ในทุกวันนี้ Lee ยังคงมี Movement ใหม่ๆออกมาอยู่เสมอๆ นอกจากไลน์การผลิตเกรด Premium ที่ชื่อ “Lee 101” เจาะตลาดกลุ่มบน หรือจะเป็นงาน Collaboration อันน่าตื่นตาตื่นใจ ล่าสุดนี้ก็จับมือกับเจ้าพ่อดีไซน์เนอร์ฝั่งสตรีทอย่าง “Nigo” (เจ้าของ  A Bathing Ape) ทั้งหมดนี้คือบทสรุปที่เรากล้าพูดได้เลยว่า Lee คือหนึ่งในแบรนด์ยีนส์ที่ทั่วโลกยอมรับเป็นอันดับต้นๆ และยังไม่หยุดที่จะพัฒนาตำนานบทนี้ไปเรื่อยๆอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

Website : http://leejeans-ap.com/en-US/Thailand/Home.aspx
Facebook : https://www.facebook.com/LeeJeansThailand

Writer: Pakkawat Tanghom

RECOMMENDED CONTENT

7.กันยายน.2017

ภาพยนตร์อันน่าสนใจโดยผู้กำกับมัวร์คาร์เบล เรื่องนี้ได้ตามติดและถ่ายทอดชีวิตของเลดี้ กาก้าตลอดระยะเวลา 8 เดือน