fbpx

CONTACT US

5 เทรนด์แฟชั่นสุดคลาสสิคตลอดกาล กับประวัติและวิวัฒนาการที่น่าสนใจของแต่ละเทรนด์ ที่คนรักแฟชั่นไม่รู้ไม่ได้แล้ว!
date : 26.มีนาคม.2015 tag :

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบสไตล์การแต่งตัวที่มี key piece เป็นคลาสสิคไอเท็ม อย่างเช่นพวกเอี๊ยม เสื้อคอเต่า กางเกงขาบาน หรือกางเกงชิโน่ คุณเคยคิดกับตัวเองเล่นๆไหมว่า อะไรถึงทำให้คุณหลงรักไอเท็มเสื้อผ้าสุดคลาสสิคเหล่านี้นัก? หรือใครที่เป็นแรงบันดาลใจคนสำคัญที่ทำให้คุณรู้สึกว่า เราจะไม่มีมีเสื้อผ้าชิ้นนี้ติดตู้ไม่ได้เสียแล้ว? วันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักถึงต้นกำเนิด และความเป็นมาบางส่วนของเหล่าเทรนด์แฟชั่นที่ได้รับความนิยมมากที่สุดจนถึงทุกวันนี้ ว่ากว่าจะมาเป็นแฟชั่นไอเท็ม must haves เหมือนปัจจุบัน แต่ละไอเท็มได้มีวิวัฒนาการมาอย่างไรบ้าง น่าสนใจใช่ไหมล่ะ ขอบอกว่าบางชิ้นนี่ต้องย้อนกลับไปถึงสมัยศตวรรษที่ 13 เลยล่ะ!

null

เสื้อคอเต่า

ถึงแม้จะยังไม่มีใครรู้เป็นที่แน่นอนว่าประวัติความเป็นมาของเสื้อคอเต่าเป็นยังไงแน่ แต่ก็มีรายงานจากหลายที่ที่ระบุว่าเสื้อคอเต่าได้ ปรากฏตัวครั้งแรกในช่วงระหว่างศตวรรษที่ 13 และ 15 หรือช่วงยุคกลางสมัยก่อนโน่น (Medieval period) ซึ่งในสมัยนั้นเสื้อที่มีคอสูง ส่วนใหญ่จะเป็นส่วนหนึ่งของเสื้อโค้ทผู้ชาย และมีหน้าที่ปกป้องร่างกายจากรอยน้ำหนักของเสื้อเกราะ ซึ่งถ้าให้เราเดา เจ้าเสื้อคอเต่าในสมัยนั้นที่ว่าน่าจะเป็นชุดเหล็กโซ่ๆที่พวกทหารสมัยนั้นชอบใส่ข้างใต้ชุดเกราะอีกที แต่ถ้าจะพูดถึงฟอร์มของเสื้อคอเต่าที่มีให้เห็นแบบเป็นรูปเป็นร่างเหมือนกับปัจจุบัน ก็ต้องย้อนรอยกลับไปเมื่อร้อยกว่าปีก่อน ในสมัยช่วงปลายยุค 1800s แต่ในสมัยนั้นเสื้อคอเต่าจะเป็นอะไรที่ค่อนข้างไฮแฟชั่นนิดหนึ่ง โดยส่วนใหญ่แล้วจะถูกสวมใส่โดยผู้หญิงชนชั้นสูง มีแขนเสื้อแบบพองๆ ดูหรูหรา ในขณะที่ตัวเสื้อจะเน้นแบบพอดีกับรูปร่าง เพื่อโชว์ทรวดทรงองค์เอวของผู้หญิง

null

คราวนี้ข้ามมาที่ยุค ’50s และ ’60s กันบ้าง ซึ่งในสมัยนั้นเสื้อคอเต่าสีดำเป็นอะไรฮอตฮิตสุดๆ โดยมีผู้นำเทรนด์เป็นกลุ่ม “Beat Generation” หรือชื่อที่กลุ่มนักเขียน และอาร์ทติสอเมริกันที่มารวมตัวกันในช่วงปลายของยุค 50 ใช้เรียกตัวเอง รวมถึงนักแสดงหญิง และแฟชั่นไอคอนในตำนาน Audrey Hepburn ที่เธอได้สวมใส่เสื้อคอเต่าสีดำในภาพยนตร์เรื่อง “Funny Face” จนกลายเป็นภาพที่ไอคอนิคติดตามาจนถึงทุกวันนี้

null

ส่วนปัจจุบัน ถ้าให้นึกถึงเสื้อคอเต่าที่ชิคและเก๋โดนใจสุดๆ ก็คงต้องยกให้กับแบรนด์หรูจากฝรั่งเศสอย่าง Céline ที่ key item สำหรับทุกคอลเล็คชั่นฤดูกาล Autumn/Winter ก็คือเสื้อสเวตเตอร์คอเต่าสีเทาแบบโอเวอร์ไซส์ ที่เหมาะกับทุกรูปร่างของสาวๆเป็นที่สุด ดูเรียบง่ายด้วยโครงเสื้อแบบมินิมอล แต่ใส่แล้วทำให้คอมพลีทลุคได้สบายๆแบบ less is more

null

Fringe หรือพู่ถัก

Fringe หรือพู่ถักระย้าๆที่ติดตามแขนเสื้อ หรือกระเป๋าสไตล์ฮิปปี้ๆที่เราเห็นกันบ่อยๆนั้น มีที่มาแรกเริ่มมาจากพวกชนเผ่าอินเดียนแดงในอเมริกาสมัยก่อน ส่วนใหญ่จะทำจากหนัง โดยเหตุผลที่พวกเขาได้นำพู่ถักระย้ามาติดขอบเสื้อ แขน และกระโปรง บ้างก็มาจากความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไปจนถึงในการปฏิบัติ (พู่ระย้าบางส่วนนำมาติดกับเสื้อผ้าเพื่อกันน้ำ) ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับชนเผ่าแต่ละเผ่าในแต่ละภูมิภาค ที่ให้ความสำคัญแก่ตัวพู่ถักแตกต่างกัน นอกจากนี้พู่ถักยังสามารถนำมาเป็นเครื่องประดับสำหรับชุดที่ใส่ในพิธีสำคัญ โดยนำเปลือกหอย และลูกปัดมาร้อยให้สวยงาม อีกทั้งยังให้เกิดเป็นเสียงกระทบกันเวลาผู้สวมใส่เต้นในพิธี

null

พอมาในยุค 1920s แฟชั่นพู่ถักก็เป็นเทรนด์ฮิตในหมู่สาวๆเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกับชุดกระโปรงสั้นที่ออกแบบโดย Madeleine Vionnet ดีไซเนอร์ชื่อดัง ที่สาวสังคมมากมายในตอนนั้นชอบนำมาใส่เต้น the Charleston ซึ่งเป็นการเต้นรำที่นิยมมากในสมัยนั้น ส่วนในยุค ‘60s เสื้อติดพู่ระย้าสไตล์ชนเผ่าอินเดียนแดงก็ถือเป็นแฟชั่นเทรนด์ที่เปรี้ยว และฮอตสุดๆเช่นกัน อีกทั้งยังถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นอิสระ และความเจ๋ง ใครไม่มั่นจริงใส่ไม่ได้ โดยมีผู้นำเทรนด์คือศิลปินร็อคในตำนานอย่าง Jimi Hendrix และ Roger Daltrey  นักร้องนำวง The Who ที่ทั้งสองนิยมใส่เวลาขึ้นแสดงคอนเสิร์ต ยักย้ายส่ายแขนอย่างเมามันในทุกท่วงท่า

null

ปัจจุบันพู่ถักได้มีการนำมาใช้ในแฟชั่น เสื้อผ้า เครื่องแต่งกายที่ mainstream และในรูปแบบที่ทันสมัยมากขึ้น อย่างเช่นดีไซเนอร์   Joseph Altuzarra ที่นำความเป็นพู่มาใช้ประกอบในเสื้อผ้าสไตล์เซ็กซี่ เฟมินีนของเขาในคอลเล็คชั่น spring/summer เมื่อปีก่อน หรือแบรนด์ญี่ปุ่นอย่าง Sacai ที่นำพู่ระย้ามาติดขอบเสื้อทรง Peplum จับจีบระบายใต้เอว

null

กางเกงขาม้า

ตลอดช่วงประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ความกว้างของกางเกงขาม้าได้มีการขยายขึ้น และหดลงในสัดส่วนที่แตกต่างกันอย่างหลากหลาย แต่รูปทรงของกางเกงขาม้า หรือขากระดิ่งนั้นจริงๆแล้วมีให้เห็นครั้งแรกในชุดเครื่องแบบทหารเรือในสมัยยุค 1800s ซึ่งเหตุผลหลักๆที่ขากางเกงทหารเรือต้องเป็นรูปทรงขากระดิ่ง ก็เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้เหล่าทหารตกเรือได้ง่ายๆตอนปฏิบัติหน้าที่ อีกทั้งยังสามารถทำให้ถอดออกได้ง่ายเวลากางเกงเปียกน้ำ แต่พอหลังจากช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ก็มีทหารเรืออมเริกันบางกลุ่มที่อยากให้มีการปรับโฉมชุดเครื่องแบบ เพราะพวกเขาให้ความเห็นว่าไอ้กางเกงขากระดิ่งที่ใส่ๆกันอยู่ไม่ได้มีประโยชน์อะไรขนาดนั้น แต่สุดท้ายแล้วพวกเขาก็ยังเป็นเสียงส่วนน้อยอยู่ดี เพราะเกือบ 80 เปอร์เซ็นต์ของทหารเรือส่วนใหญ่ยังคงชอบเครื่องแบบดีไซน์เดิมมากกว่า

null

คราวนี้ขยับเกียร์จากเรื่องฟังค์ชั่นมาที่ความ “ฟั้งค์” (funk) กันบ้าง กางเกงขาม้าของยุค ’60s และ ’70s ถือเป็นสัญลักษณ์ความเคลื่อนไหวของยุคฮิปปี้เช่นเดียวกับยุคดิสโก้ และถ้าจะให้เราโหวตว่าศิลปินคนไหนในยุคนั้นที่ใส่กางเกงขาม้าได้เปรี้ยวที่สุดแล้วละก็ เราคงต้องยกให้สาวสูงหุ่นดี สไตล์ไอคอนอย่างสาว Cher เทรนด์เซ็ตเตอร์ตัวจริงเสียงจริงของยุคนั้น

null

เทรนด์กางเกงขาม้าสมัยยุค 2000s

null

หลากหลายลุคกางเกงขาม้าจากรันเวย์ปี 2015

แน่นอนว่าความคลาสสิคของกางเกงขาม้าไม่มีวันตาย เพราะ 20-30 ปีต่อมาในยุคปลายๆ ’90s และปี 2000 ต้นๆ เทรนด์กางเกงขาม้าก็กลับมาฮอตฮิตอีกครั้ง โดยสาวๆจะนิยมใส่แบบเอวต่ำคู่กับเสื้อสายเดี่ยว หรือเสื้อกล้าม เผยให้เห็นหน้าท้องแบนราบให้พอวับๆแวมๆ ส่วนในปีนี้ เห็นทีกางเกงทรงสกินนี่ทั้งหลายต้องรีบหลบด่วน เพราะว่าทุกรันเวย์ในงานแฟชั่นวีคต้อนรับฤดูกาล Spring/Summer 2015 ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์หรูอย่าง Saint Laurent, Tom Ford, Tommy Hilfiger, Coach และ Derek Lam ก็ต่างนำแฟชั่นกางเกงขาม้า ขากระดิ่งย้อนยุคจากช่วงปี ’70 สมัยคุณแม่ยังสาวกลับมาปัดฝุ่นใหม่ ให้อินเทรนด์ และดูเนี้ยบ ร่วมสมัยมากกว่าเดิม แต่ก็ยังคงกลิ่นอายความเป็นสาวขี้เล่นหน่อยๆ เหมือนภาพสุดไอคอนิคตลอดกาลของดาราสาว Farrah Fawcett บนสเก็ตบอร์ด

null

สปอร์ตบรา

ถึงแม้ว่าบราผู้หญิงจะปรากฏให้เห็นครั้งแรกในสมัยต้นศตวรรษที่ 20 แต่เอาเข้าจริงๆกว่าผู้หญิงจะสามารถใส่บราให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ที่แอ็คทีฟได้ก็ปาเข้าไปในยุค ‘70s โดยแบรนด์ผลิตบราจากอเมริกา Glamorise ได้กล่าวว่า พวกเขาคือแบรนด์แรกของโลก ที่ผลิตสปอร์ตบราให้ผู้หญิงใส่เล่นเทนนิสได้ ซึ่งบราดังกล่าวสามารถช่วยลดการเคลื่อนไหวของหน้าอกเวลาเล่นกีฬาดังกล่าว โดยบรารุ่นที่ว่าได้ถูกผลิตออกมาในปี 1975 และมีชื่อว่า “Free Swing Tennis Bra”

null

ต่อมาในช่วงยุค ‘90s หรือถ้าจะให้เป๊ะก็คือปี 1996 สปอร์ตบราได้กลายเป็นไอเท็มที่สาวๆนิยมใส่เพื่อความเป็นแฟชั่น มากกว่าฟังค์ชั่น และผู้นำเทรนด์นี้จะเป็นศิลปินกลุ่มอื่นไปไม่ได้นอกจาก TLC เกิร์ลกรุ๊ปที่ดังสุดขีดในช่วงปลายยุค ‘90s โดยพวกเธอจะชอบใส่สปอร์ตบราขึ้นแสดงเวทีคอนเสิร์ตแทบจะทุกครั้ง จนกลายเป็นเทรนด์เซ็ตเตอร์ที่สาววัยรุ่นในสมัยนั้นยกให้พวกเธอเป็นสไตล์ไอดอล  แต่นอกเหนือจาก TLC  แล้ว ก็ยังมีอีกหนึ่งสาวที่ทำให้การใส่สปอร์ตบราเป็นอะไรที่ดูมีอำนาจ และแข็งแกร่งกว่าที่เคย นั่นก็คือ Brandi Chastain นักฟุตบอลหญิงอเมริกัน กับโมเม้นท์ที่ยังติดตาแฟนๆมาจนถึงทุกวันนี้ เมื่อเธอเตะประตูเข้าฝ่ายตรงข้าม จนคว้าชัยชนะการแข่งขัน Women’s World Cup ประจำปี 1999 และได้ถอดเสื้อออกด้วยความดีใจ เผยให้เห็นสปอร์ตบรายี่ห้อ Nike ที่เธอใส่ข้างใต้ ถึงแม้ว่าในสมัยนั้นจะมีหลายคนเห็นว่าการแสดงออกดังกล่าวเป็นอะไรที่ไม่เหมาะสม แต่มันก็ถือเป็นโมเม้นท์ที่นักกีฬาหญิงทุกคนภาคภูมิใจเป็นที่สุด

null

ส่วนปัจจุบัน แฟชั่นแนวสปอร์ตแวร์ก็ยังคงฮอตฮิตไม่เสื่อมคลาย โดยมีการนำมาใส่มิกซ์แอนด์แมทช์กับชุดประจำวันมากขึ้น อย่างเช่นสปอร์ตบรา ที่สาวๆนิยมเอามาใส่คล้ายๆเสื้อ crop top เป็นเลเยอร์ข้างในข้างใต้เสื้อสูท คู่กับกระโปรงเอวสูง อวดหน้าท้องแบนราบให้พอเห็นวับๆแวมๆ หรือไม่ก็นำมาใส่เป็นเสื้อโดดตัวเดียวเลย แต่จะอย่างไรก็ตามสปอร์ตบราได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของการแต่งตัวแบบ everyday look ของผู้หญิงสมัยนี้อย่างเห็นได้ชัด

null

เอี๊ยม

กางเกงยีนส์ตัวแรกได้ถูกสร้างขึ้นในปี 1873 โดย Levi Strauss และเมื่อก้าวเข้าสู่ศตวรรษใหม่ Strauss ก็ได้สร้างเอี๊ยมยีนส์ในราคาที่ไม่แพงมาก จากโครงสร้างที่ได้แรงบันดาลใจมาจากชุดหมีของกองทัพอังกฤษในช่วงกลางศตวรรษที่ 18 ซึ่งต่อมาในศตวรรษที่ 19 เอี๊ยมได้กลายเป็นชุดเครื่องแบบของเหล่าคนแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นคนงานในเหมือง คนงานรถไฟ และเกษตรกร ซึ่งถ้าใครได้ชมภาพยนตร์เรื่อง Selma ที่สร้างจากเรื่องจริงของ Martin Luther King Jr. ชุดเครื่องแบบขององค์กรคณะกรรมการประสานงาน การไม่ใช้ความรุนแรงของนักศึกษา (Student Nonviolent Coordinating Committee) ในช่วงปี ’60 ก็คือการใส่เอี๊ยมคู่กับเสื้อเชิ้ต เพื่อเป็นการเชิดชูเหล่าชาวนาทางตอนใต้ (ในสมัยนั้นพวกคนใช้แรงงานยังเป็นคนดำเสียส่วนใหญ่) แต่ถ้าจะพูดในเซ้นส์ของแฟชั่น เอี๊ยมก็ได้กลายเป็นแฟชั่นไอเท็มในช่วงยุค 1960s เช่นกัน โดยที่ไม่ได้ถูกจำกัดแต่กับชนชั้นแรงงานอีกต่อไป เพราะแบรนด์ high street ในสมัยนั้นต่างเริ่มหันมาสนใจผลิตเอี๊ยมสำหรับแบรนด์ของตัวเอง โดยการนำเนื้อผ้าหลากหลายรูปแบบและสีสันมาตัดเย็บ ส่วนลายตารางหรือ plaid นั้นก็มักเป็นที่นิยมตามร้านบูติกและร้าน high-end เสียส่วนใหญ่

null

คราวนี้พอมาในช่วงยุค 90’s ศิลปิน R&B และ Hip hop ชื่อดังหลายต่อหลายคน อาทิวง TLC, Destiny’s Child และ Will Smith (ในยุคที่เขาแสดงในซิทคอม Fresh Prince of Bel-Air) หรือแม้กระทั่งนักแสดงสาว Jennifer Aniston ในบท Rachel จากซีรีส์ซิทคอมแนวตลกสุดคลาสสิคในตำนานเรื่อง Friends เองที่ในยุคแรกๆก็ชอบใส่เอี๊ยมออกมาได้หลายลุคมากๆ จนกลายเป็นเทรนด์ที่เด็ก high school อเมริกันในสมัยนั้นต่างเอาอย่างกันไปตามๆกัน

null

พอมาถึงยุคนี้ เช่นเดียวกับสปอร์ตบรา วิวัฒนาการของเอี๊ยมก็ได้เดินทางมาไกลมากจากเครื่องแต่งกายที่เน้นฟังค์ชั่นการใช้งานเพียงอย่างเดียว สู่แฟชั่นไอเท็มที่สามารถนำมาใส่เป็น everyday look ได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะใส่คู่กับแจ็คเก็ตคัตติ้งเนี้ยบๆกับรองเท้าส้นสูง หรือใส่คู่กับเสื้อยืดตัวเก่ง กับรองเท้าผ้าใบเซอร์ๆ  เอี๊ยมได้กลายเป็นหนึ่งในไอเท็มเครื่องแต่งกายที่สามารถแต่งได้หลากหลายลุคมากที่สุด ซึ่งเป็นไปได้ว่าคนรักการแต่งตัวทุกคนจะต้องมีติดตู้ไว้แล้วอย่างน้อยหนึ่งตัว

Credit: Refinery29

RECOMMENDED CONTENT

27.พฤษภาคม.2019

“โรคร้ายไม่ใช่เรื่องของคนคนเดียว” เพราะโรคร้ายไม่ได้ทำร้ายแค่ผู้ป่วยเพียงคนเดียว แต่ยังมีคนในครอบครัวและคนอีกหลายคนที่ต้องเจ็บปวดและได้รับผลกระทบเช่นกัน การช่วยเหลือผู้ป่วยให้ได้รับการรักษานั้น เท่ากับเราได้ช่วยเหลือคนมากกว่าหนึ่งคน