fbpx

CONTACT US

DOODDOT VIDEOS

#EYESSEEYOU — เมื่อ ‘ต่อ-คันฉัตร’ พาท่องฮ่องกงในเดือนแห่งศิลปะ! 
date : 19.เมษายน.2018 tag :

เมื่อสิ้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมาผมเดินทางไปยังฮ่องกงมาครับ ซึ่งเดือนมีนาคมถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะกับการไปเยือนดินแดนแห่งนี้ด้วยอากาศที่เย็นสบาย (ประมาณ 21–26 องศา) นอกจากนั้นเดือนสามของทุกปียังถือเป็น ‘เดือนแห่งศิลปะ’ ของฮ่องกงด้วย มีอีเวนต์ทางศิลปะมากมายหลายแขนง ทั้งเทศกาลภาพยนตร์ การจัดนิทรรศศิลปะแบบรวมหมู่ ไปจนถึงงานประติมากรรมที่ให้ดูกันฟรีๆ ดังนั้นผมเลยเก็บบรรยากาศมาเล่าสู่กันฟังพอให้เห็นภาพจ้า

เริ่มด้วย เทศกาลภาพยนตร์ฮ่องกง หรือ Hong Kong International Film Festival (HKIFF) ที่ปีนี้จัดเป็นครั้งที่ 42 แล้ว จุดเด่นของ HKIFF คือการจัดงานที่ยาวนาน (19 มีนาคม–5 เมษายน) และฉายหนังตามโรงต่างๆ กระจายไปทั่วเกาะฮ่องกง แต่แน่นอนว่าจุดเด่นคือไลน์อัพหนังที่เข้มข้นหลากหลาย มีโปรแกรมพิเศษ เช่น ปีนี้ทริบิวต์ให้กับดาราสาวค้างฟ้า หลินชิงเสีย (ชาวไทยคงจำเธอได้จากบทสาวผมทองใน Chungking Express ของหว่องกาไว) หรือมีแขกรับเชิญสุดพิเศษอย่าง แวร์เนอร์ แฮร์โซก ผู้กำกับสารคดีบ้าพลัง

ชาวฮ่องกงค่อนข้างจะจริงจังกับการดูหนังเทศกาลมาก หนังเรื่องดังๆ ตั๋วออนไลน์อาจจะขายหมดภายใน 2–5 นาที (นี่มันยิ่งกว่าบัตรคอนเสิร์ตเกาหลีอีก!) แถมงาน HKIFF ยังมีระบบที่ค่อนข้างแปลกคือ แม้จะจองตั๋วล่วงหน้ากันไว้แล้วแต่ที่นั่งจะเป็นแบบ Free Seat คือไปเลือกที่นั่งกันในงานเลย ใครมาก่อนได้ก่อน อย่างหนังที่ผมดูฉายตอน 21.30 แต่ตอน 21.00 คนฮ่องกงก็มาต่อแถวกันยาวเหยียดเพื่อเตรียมจองที่นั่งดีๆ กันแล้ว

อย่างไรก็ดีคนฮ่องกงถือเป็นผู้เจริญแล้ว การเข้าโรงเป็นไปอย่างเรียบร้อยไม่มีการตบตีกันอย่างใด แถมระหว่างดูก็ตั้งใจดูกันมาก มีการคุยกันน้อยมาก เสียงมือถือนี่ไม่มีเลย (ไม่ใช่เฉพาะในเทศกาลนี้ การดูหนังทั่วไปก็เช่นกัน) แถมตอน Q&A กับผู้กำกับนี่แทบจะยกมือแย่งกันถาม จนกว่าจะเลิกงานปาเข้าไปเที่ยงคืนกว่า ยังดีว่ารถใต้ดินที่นั่นหมดประมาณตีหนึ่ง

น่าเสียดายว่าผมมีเวลาค่อนข้างน้อยเลยได้ดูหนังใน HKIFF ไปเพียงสองเรื่องเท่านั้น แม้ว่าจะเหนื่อยหน่อยทั้งการแย่งจองตั๋ว–ต่อแถวหน้าโรง–วิ่งข้ามไปอีกโรง แต่โดยรวมเป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจจ้ะ

ถัดมาเป็นงานดูฟรีไม่เสียตังค์กันบ้าง นั่นคือ Harbour Arts Sculpture Park หรือสวนประติมากรรม ซึ่งมีงานจาก 19 ศิลปิน จัดที่ย่านเซ็นทรัล ริมอ่าววิคทอเรียในหลายจุดด้วยกัน แต่จุดฮ็อตฮิตที่สุดคือบริเวณสวน Tarma Park เพราะมีจำนวนงานมากที่สุด แถมยังมีงานไฮไลต์อย่างรูปปั้นฟักทองของเจ้าแม่ลายจุด ยาโยอิ คุซามะ

ตอนแรกผมก็ออกจะงงๆ ที่งานแต่ละชิ้นไม่มีการแปะรายละเอียดอะไรไว้เลย ไม่ว่าจะชื่องาน ชื่อศิลปิน หรือแนวคิดของผลงาน (ถ้าอยากอ่านต้องเข้าไปในแอพของอีเวนต์นี้) แต่เมื่ออ่านบทสัมภาษณ์ของผู้จัดงานก็ถึงบางอ้อว่าเขาต้องการให้ศิลปะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน การติดป้ายอธิบายคอนเซ็ปต์งานคงทำให้ประติมากรรมพวกนี้ดูเป็น ‘งานอาร์ตตต’ น่าเกรงขาม หรือให้ฟีลเหมือนเดินอยู่ในหอศิลป์

แต่เมื่องานเหล่านี้อยู่โดดๆ แบบไม่มีบริบทอะไร มันเลยกลายเป็นประติมากรรมรูปทรงเก๋ๆ ที่คนเดินผ่านไปมาเข้าไปถ่ายรูปด้วยอย่างสบายใจ พร้อมฉากหลังที่เป็นทะเลและตึกสูงเสียดฟ้าอันเป็นเอกลักษณ์ของฮ่องกง บางคนก็เอางานประติมากรรมเป็นที่บังแดดแล้วปูเสื่อปิกนิกกันตรงนั้นเลย เรียกได้ว่าบรรลุตามจุดประสงค์ของผู้จัดที่อยากให้คนใกล้ชิดกับศิลปะ

ปิดท้ายด้วยงานใหญ่ประจำปีของฮ่องกง นั่นคือ Art Basel ที่ถ้าเปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายที่สุดคือ ‘งานสัปดาห์หนังสือที่ขายงานศิลปะแทนหนังสือ’ เพราะรูปแบบงานคือการออกบูทของบรรดาอาร์ตแกลเลอรี่นั่นเอง โดย Art Basel จัดปีละครั้งที่บาเซิล (สวิตเซอร์แลนด์) ฟลอริดา (สหรัฐอเมริกา) ส่วนที่ฮ่องกงเพิ่งเริ่มจัดตั้งแต่ปี 2015 เป็นต้นมา โดยในปี 2018 มีแกลเลอรี่เข้าร่วมทั้งหมด 248 ราย

ตามสไตล์ความจริงจังของชาวฮ่องกง ตั๋วออนไลน์ของ Art Basel ถูกขายหมดก่อนถึงวันงานหลายสัปดาห์ ส่วนตั๋วที่ขายหน้างานก็ต้องต่อแถวยาวเฟื้อย และใช้เวลาเป็นชั่วโมง โชคดีที่ผมซื้อตั๋วออนไลน์ไว้แล้ว ก็เลยเดินตัวปลิวเข้างานไปได้เลย แต่สิ่งที่เผชิญต่อมาคือคนจำนวนมหาศาล ให้นึกภาพการไปเดินงานสัปดาห์หนังสือในวันเสาร์เอาไว้ บรรยากาศประมาณนั้นเลย

ว่ากันตรงๆ งาน Art Basel เดินไม่ค่อยสนุกเท่าไร เพราะคนเยอะมากและบูทก็เยอะมาก เดินดูไปก็เมาทั้งคนและตัวงาน จนจำไม่ได้ว่างานชิ้นไหนเป็นชิ้นไหน เอาเข้าจริงแล้วงานนี้อาจจะเหมาะกับบรรดานักสะสมศิลปะหรือคนในวงการมากกว่า เพราะแกลเลอรี่เหล่านี้มาออกบูทเพื่อขายงานหรือสร้างคอนเน็กชั่น ภาพที่เห็นตลอดงานจึงเป็นการแลกนามบัตรหรือเจ้าหน้าที่ประจำบูทนั่งพิมพ์อะไรต๊อกแต๊กในแล็ปท็อปไปเรื่อย

ที่ว่าไปทั้งหมดเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของ ‘เดือนศิลปะ’ ของฮ่องกง อันที่จริงยังมีอีกหลายงานที่จัดในช่วงเดียวกัน แต่ผมไม่สามารถแยกร่างไปดูได้

ส่วนเดือนหน้าคอลัมน์ EYES SEE YOU จะพาคุณผู้อ่านไปสอดส่องเรื่องอะไรหรือที่ไหนก็ติดตามกันนะจ๊ะ (ใบ้ให้ว่าเป็นเมืองที่เด่นเรื่องแท็กซี่สีเหลือง อิอิ)

—————

Writer & Photo : คันฉัตร รังษีกาญจน์ส่อง

RECOMMENDED CONTENT

เรื่องราวของ Christopher Robin พาเรามาถึงช่วงเวลาที่คริสโตเฟอร์ โรบิ้น โตขึ้นและต้องเข้ามาทำงานในกรุงลอนดอน พร้อมภรรยาและลูกสาว เขาตรากตรำทำงานอย่างหนักจนแทบไม่มีเวลาให้ครอบครัว แม้แต่วันที่เขาตั้งใจจะไปเที่ยวกับครอบครัวนอกเมือง แต่งานด่วนก็ดันเข้ามาทำให้เขาคิดหนักว่าจะเลือกงานหรือครอบครัวดี