fbpx

CONTACT US

#BigMoney : 5 วิธีคิด ปั้นธุรกิจให้เป็นงาน “ศิลปะ”
date : 19.สิงหาคม.2016 tag :

Business to art Dooddot 1

ปั้นธุรกิจให้เป็นงาน “ศิลปะ”

หลายคนทำธุรกิจแล้วไม่ประสบความสำเร็จ หรือทำสำเร็จแต่กลับกลายเป็นธุรกิจที่ไม่มีคุณค่า คือ ไม่ส่งผลที่ดีต่อสังคมโดยรวม ต่อลูกค้า และต่อตัวเราเอง… ทำให้นักธุรกิจหลายคนกลับรู้สึกไม่มีความสุข และหาเหตุผลไม่ได้ว่า “ทำไม?”

ความเป็นจริงแล้ว… การทำธุรกิจก็เหมือนกับการสร้างสรรค์งานศิลปะ… การทำธุรกิจที่ “ทรงคุณค่า” ผู้คนภายนอกดูแล้วเกิดความรู้สึกดีกับธุรกิจของเรา จะเป็นหนทางแห่งความ “ยั่งยืน” ของธุรกิจได้ไม่ยาก… มาดูกันว่ามีวิธีคิดแบบใดบ้างที่จะสามารถปั้นธุรกิจให้เป็นงาน “ศิลปะ”

Business to art Dooddot 2

วิธีคิดที่หนึ่ง… “จงทำธุรกิจเพื่อคนอื่น”

คนที่เริ่มต้นทำธุรกิจส่วนใหญ่มักจะคิดถึงตนเอง คือ ทำธุรกิจให้ตนเองมั่งคั่ง และร่ำรวย แต่ความจริงแล้วหากเราร่ำรวยอยู่เพียงคนเดียว นั่นอาจหมายถึงเราเห็นแต่ตัวเองฝ่ายเดียว การขายสินค้า หรือบริการ ที่มุ่งหวังแต่ผลประโยชน์ของตนเอง มักจะไม่ยั่งยืนอย่างที่เราคิด … ผิดกับการทำธุรกิจเพื่อคนอื่น เมื่อมันประสบความสำเร็จ ผู้คนก็จะยินดีกับเจ้าของธุรกิจไปด้วย เพราะผู้คนเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็น ลูกค้า ลูกน้อง คนในสังคม ผู้ใช้บริการต่างๆ ก็รู้สึกว่าได้รับผลดีไปด้วยเช่นกัน ทำธุรกิจแบบนี้มีที่ยืนในสังคมอย่างแน่นอนครับ

วิธีคิดที่สอง… “จงทำธุรกิจให้มีคุณค่า”

ธุรกิจบางประเภททำกำไรได้ดี แต่ไม่มีคุณค่าแก่สังคมโดยรวมเลย… นอกจากไม่มีคุณค่าแล้ว บางครั้งอาจทำให้เกิดปัญหาสังคมเสียด้วยซ้ำ… ผิดกับธุรกิจที่มีคุณค่า ยิ่งทำ ยิ่งเติบโต ยิ่งให้ สังคมยิ่งได้ ธุรกิจแบบนี้ทำแล้วยั่งยืน สังคมก็ดีตามไปด้วย ดังนั้น หันมาทำธุรกิจให้มีคุณค่าดีกว่าครับ

วิธีคิดที่สาม… “จงเป็นตัวเชื่อมโยงที่มีประสิทธิภาพ”

การเชื่อมโยงระหว่างลูกค้า ผู้ผลิต หรือเป็นตัวกลางให้เกิดการแลกเปลี่ยน ซื้อขายสินค้านั้น หากเราทำเพื่อผลประโยชน์ของกิจการเราแต่เพียงอย่างเดียว เชื่อว่า… ลูกค้า ผู้ผลิต ที่เราต้องติดต่อด้วยนั้นสามารถ “รับรู้” ได้ว่าเราทำเพื่อผลประโยชน์ หรือทำเพื่อให้ ลูกค้า ผู้ผลิต ต่างๆ อย่างบริสุทธิ์ใจกันแน่? … สำหรับ “พ่อค้า” ที่ทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนเป็นหลัก “ลูกค้า” ก็จะตอบรับเฉพาะผลประโยชน์ที่เขาได้รับ แต่สำหรับ “นักธุรกิจ” ที่ทำเพื่อผลประโยชน์ของลูกค้าเป็นหลัก และเป็นตัวเชื่อมโยงที่มีประสิทธิภาพ ระหว่างคู่ค้านั้นๆ “ผลงาน” ย่อมแต่ต่างกันอย่างไม่ต้องสงสัย… ผลงานของผู้ที่ทำงานเพื่อผลประโยชน์ของลูกค้าอย่างบริสุทธิ์ใจนั้นจะมีคุณค่ากว่า และได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าอย่างแน่นอนครับ

วิธีคิดที่สี่… “จงเติบโตทุกครั้งเมื่อต้องพบกับอุปสรรค”

เจ้าของกิจการบางคน เมื่อพบเจอกับอุปสรรคก็จะรู้สึก “ท้อถอย” และยอมแพ้ สิ่งนี้จะทำให้ภายในใจของเจ้าของกิจการนั้นๆ ไม่เติบโต หรือ ถดถอยลงไป… ผิดกับคนที่เติบโตทุกครั้งเมื่อพบเจอกับอุปสรรค ผมเรียกคนเหล่านี้ว่าเขามีสิ่งที่เรียกว่า Growth Mindset ซึ่งคนเหล่านี้เชื่อว่า ถ้าหากพยายามมากพอ คนเราสามารถฉลาดขึ้นได้ เก่งขึ้นได้ พัฒนาตนเองขึ้นได้ และสามารถเอาชนะอุปสรรคต่างๆได้ เราเรียกบุคคลเหล่านี้ว่าเป็นคนที่มี Growth Mindset นั่นเองครับ

Business to art Dooddot 3

วิธีคิดที่ห้า… “จงใช้ชีวิตให้เหมือนงานศิลปะด้วย!”

คุณผู้อ่านเคยชื่นชมงานศิลปะสวยๆ ซักชิ้นมั้ยครับ… งานที่ใครๆ เห็นแล้วต้องทึ่ง รู้สึกดี รู้สึกว่ามันมีคุณค่า สมควรแก่การ “ชื่นชม” ความเป็นจริงแล้ว ชีวิตคนเราก็เหมือนงานศิลปะเช่นกัน… คงไม่มีใครไปชื่นชมคนที่เห็นแก่ตัว คนที่คิดจะทำกำไรเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นหลัก แต่สำหรับคนที่มีคุณค่า มีชีวิตที่เป็นเหมือนงานศิลปะสวยงาม จะทำชีวิตให้ดี ด้วยใจที่บริสุทธิ์ และแน่นอนที่สุดว่า ผู้คนแบบนี้ จะเป็นคนที่ทำกิจการที่ดี มีประโยชน์ต่อสังคมไปด้วย… จงใช้ชีวิต ที่ไม่ใช่แค่ทำลายเวลาไปเสียเปล่า หรือกอบโกยจากสังคม แต่จงใช้ชีวิตที่มีคุณค่าต่อสังคม และจงใช้ชีวิตให้เหมือนงานศิลปะด้วยนะครับ!

Writer: นายแว่นธรรมดา

RECOMMENDED CONTENT

10.ตุลาคม.2017

STAR WARS: THE LAST JEDI ตัวอย่างแรก (Official ซับไทย HD) กับคำโปรยของผู้จัดว่า มันไม่ได้จะเป็นไป ในแบบที่คุณคิด #TheLastJedi กับภาคต่อ ของ STAR WARS ที่จะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ 14 ธันวาคมนี้