fbpx

CONTACT US

VISIT: พูดคุยกับ “พี่สวัสดิ์ แห่ง Blue Harbour” ออริจินัลบาร์เบอร์สำหรับ Gentleman
date : 17.สิงหาคม.2014 tag :

ช่วงนี้ถ้าลองสังเกต คงเห็นเลยว่าคุณผู้ชายทั้งหลายเริ่มหันมาดูแลตัวเองกันมากขึ้นกว่าแต่ก่อน Barber Shop หรือร้านตัดผมสำหรับสุภาพบุรุษ เริ่มเป็นเทรนด์ที่ใครๆหลายคนให้ความสนใจเป็นพิเศษ ไล่ไปตั้งแต่การดูแลใบหน้า ทรงผมสไตล์วินเทจที่ต้องใช้เวลาในการจัดทรงก่อนออกจากทุกบ้านทุกครั้ง ไปจนถึงหนวดเคราที่เริ่มมีการไว้หนวด Trim หนวดให้เข้าทรง ไม่ปล่อยให้รุงรังอีกต่อไป  หรือเรียกแบบง่ายๆก็คือ มีความสำอางค์กันมากขึ้นนั่นเอง เพราะฉะนั้นสิ่งที่คอลัมน์ Dooddot Visit จะนำเสนอในวันนี้  มาในศาสตร์ที่จริงๆแล้วก็อาจเรียกว่าเป็นเหมือนศิลปะอีกแบบหนึ่งเหมือนกัน นั่นคือการตัดผม แต่งผม และ Grooming ผู้ชาย ตามที่กล่าวมาข้างต้นนี่ล่ะ เราเลือกพูดคุยกับ “พี่สวัสดิ์ (สวัสดิ์ ละอาด)” ช่างมือเก๋าประจำร้าน Blue Harbour (K-Village) ออริจันัลบาร์เบอร์ที่สั่งสมประสบการณ์มามากกว่า 40 ปี ผ่านหัวสุภาพบุรุษผู้มีชื่อเสียงมาแล้วมากมายหลากหลายประเทศ ท่ามกลางตารางคิวที่แน่นเอี๊ยด เราหาโอกาสคุยกับพี่สวัสดิ์กันเป็นเวลาหนึ่ง เปิดประตูร้านเข้าไป แม้พี่สวัสดิ์จะนั่งรอเราที่ร้านอยู่แล้วด้วยท่าทีที่ถ่อมตัวและเป็นกันเอง แต่ไม่ต้องบอกก็รู้เลยว่าแววตาของผู้ชายคนนี้ผ่านประสบการณ์มามากขนาดไหน

เราเริ่มคำถามแรกด้วยคำถามที่ว่าเริ่มตัดผมได้อย่างไร พี่สวัสดิ์เล่าว่า…

“ตอนแรกสมัยเด็กๆวัยรุ่นผมก็ไม่ได้คิดจะเป็นช่างตัดผมหรอกนะ แต่ผมเป็นคนชอบให้คนตัดผมให้มากๆ จนวันหนึ่งมีเพื่อนพ่อเขาลองชวนไปเรียนรู้ที่ร้านเค้า เป็นร้านดังเลยในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ก็เริ่มค้นพบว่าเราชอบเหมือนกัน หลังจากนั้นมีเพื่อนเข้ากรุงเทพก็ชวนผมมาอีก ก็ได้ไปอยู่ตามโรงแรม สมัยนั้นมันเป็นช่วงที่อเมริการบกับเวียดนามพอดี แล้วเขาใช้เมืองไทยเป็นที่ตั้ง ทุกๆวันผมก็จะได้ตัดให้พวกทหาร G.I. ของอเมริกัน ก็ได้ทั้งประสบการณ์ และฝึกภาษาไปด้วย ตัดอยู่ช่วงหนึ่ง ก็ย้ายมาร้านสตาร์บาร์เบอร์ และก็ร้านโทนี่ ทั้งสองร้านย่านสุขุมวิทรวมๆแล้วผมวนเวียนอยู่แถวนั้น 20 ปีได้ เป็นช่วงที่ผมจะได้ตัดให้ฑูตแต่ละประเทศบ่อยมากๆ เรียกว่าตัดมาแล้วหลายชาติเลยล่ะ ตอนหลังได้มาเจอกับคุณนิธิ (นิธิ สถาปิตานนท์ A 49 สถาปนิก ศิลปินแห่งชาติ) เขาเป็นลูกค้า และเขามีแผนกำลังจะทำร้าน Blue Habour ก็ชวนผมมาทำ ทำที่นี่ได้ 5 ปีแล้วครับ”

กว่า 40 ปีที่ผ่านหัวคนดังมาแล้วมากมาย แน่นอนล่ะว่า ฝีไม้ลายมือของบาร์เบอร์คนนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ แต่ 40 ปี นอกจากจะการันตีเรื่องฝีมือแล้ว อีกส่ิงหนึ่งคือความรักในอาชีพนี้ของเขา เพราะถ้านับกันจริงๆ 40 ปี นี่เป็นตัวเลขที่ไม่น้อยเลย

“ทุกวันนี้ลูกบอกให้พอแล้ว แต่ผมบอกพวกเขาว่า ป๋ามีความสุขที่ได้ทำ ถึงตอนนี้โอเคเงินทองคงไม่สำคัญแล้ว ป๋าแค่อยากให้ลูกค้าที่เข้ามาตัดได้สวยได้หล่อ ได้ดูดีกัน การเป็นช่างตัดผมมันเหมือนเราได้แต่งตัวให้เค้า เราได้ทำให้เค้าดูสะอาดสะอ้าน ช่างตัดผมที่ดีสำหรับผม… สำคัญเลยคือต้องอัธยาศัยดี มนุษยสัมพันธ์ดี อะไรที่ไม่ดีเราต้องทิ้งมันไว้ข้างนอก พอเข้ามาในร้านเราต้องบริการลูกค้าให้ดีที่สุด ที่สำคัญคือเครื่องไม้ เครื่องมือต้องสะอาด เราต้องซื่อสัตย์ต่ออาชีพตัวเอง ไม่ใช่เขามาตัดผมกับเราแล้วได้โรคกลับไปด้วย”

null

null

null

null

null

null

เราถามถึงเทรนด์ทรงผม และการ Grooming ในทุกวันนี้ อย่างที่ทราบกันดีว่าทรงผมแบบไถข้าง และแต่งทรงด้านบนนั้น ก่อนที่ Justin Timberlake รวมถึงดาราอีกหลายคนจะทำออกมาดูหล่อเท่ และเนี๊ยบในเวลาเดียวกัน จริงๆมันมีมานานแล้ว กล่าวคือเป็นทรงผมสไตล์วินเทจที่คนนำกลับมาให้ความสนใจกันใหม่ พี่สวัสดิ์เองก็เล่าให้ฟังว่า

“จริงๆตั้งแต่ยุคสมัยก่อน ที่ผมเคยตัดมาทรงผมผู้ชายมันก็เป็นแบบนี้ล่ะ ยิ่งทรงผมที่วัยรุ่นสมัยนี้ ทั้งดาราคนดังต่างๆทำกัน มันคือทรงผมย้อนแบบยุคสมัยก่อนเลย กาลเวลามันเปลี่ยนแปลงไปก็จริงแต่เรื่องทรงผม โดยเฉพาะทรงผมผู้ชายจะรองทรงสั้น รองทรงยาว รองหวี หรือจัดแต่งด้านบน ของเหล่านี้มันยังคงวนเวียนไปมาอยู่เรื่อยๆ แต่ตัดเป็นอยู่แล้วไม่ได้หมายความว่าต้องหยุดเรียนรู้นะ ต้องอย่าหยุดพัฒนาตัวเอง ในมุมที่เป็นช่างตัดผมเราต้องอย่าอยู่คนเดียว วิธีของผมคือเราต้องไปลองให้คนอื่นเขาตัดให้เราบ้าง พูดก็พูดมันเหมือนเราขโมยวิชาเขานั่นล่ะ (หัวเราะ) เป็นช่างตัดผมเหมือนกันก็จริง แต่คนนี้อาจจะแคะหูเก่ง คนนี้อาจจะโกนหน้าเก่ง โกนหนวดเก่ง ผมเคยไปยืนดูพวกอาหรับตอนไปประเทศแถบนั้นมา พวกนี้จะโกนหนวด เล็มหนวดเก่งมาก เพราะวัฒนธรรมเค้าจะไว้หนวดกัน แต่ลองดูได้เลยหนวดเค้าจะเนี๊ยบมากๆ นั่นคือวิชาที่เราจะได้รู้ ให้เก่งมีฝีมือแค่ไหนแต่เราอยู่ดักดานคนเดียวมันเป็นไปไม่ได้หรอกครับ”

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นพี่สวัสดิ์ก็บอกเองเหมือนกันว่าช่างตัดผมแต่ละคน เมื่อฝึกฝนมาเป็นเวลานาน สุดท้ายแล้วฝีมือที่มีก็ไม่ห่างกันเท่าไร มันเป็นเรื่องของเอกลักษณ์ที่แต่ละคนมีมากกว่า อย่างพี่สวัสดิ์เองถ้ามีลูกค้าเดินเข้ามาก็พอจะบอกได้เลยว่าเขาควรเหมาะกับทรงผมแบบไหน สุดท้ายเราถามถึงคำแนะนำเรื่อง Grooming จากปาก “ผู้ชาย” ที่ดูแลความเรียบร้อยบนใบหน้าให้ “ผู้ชาย” คนอื่นๆมานานกว่า 40 ปี

“สำหรับเราที่เป็นผู้ชายแน่นอนอยู่แล้วล่ะว่า ถ้ามองจากภายนอกการแต่งตัวต้องมาก่อน การแต่งตัวของสุภาพบุรษต้องดูดีต้องถูกกาลเทศะ ทรงผมต้องไม่ดูรกรุงรุง ถึงจะไว้ผมยาว ถ้าเป็นไปได้ควรตัดแต่งทรงอยู่ตลอดเวลา มาจนถึงบนใบหน้าสิ่งที่ผู้ชายต้องดูแลเป็นพิเศษคือเรื่องหนวดเครา เรื่องขนจมูก มันต้องเรียบร้อย ต้องไม่ปล่อยให้เลอะเทอะ ทั้งนี้ทั้งนั้นถ้าข้างนอกดูดีขนาดไหนสำหรับผมแค่บนใบหน้าหรือเครื่องแต่งกายยังไม่พอ สิ่งสำคัญคือ เราต้องดูแลตัวเองจากด้านใน อย่างเช่น การออกกำลังกาย การกินอาหารที่ดี รวมไปถึงการดูแลสภาพแวดล้อมรอบๆตัว ของพวกนี้มันคือการดูแลตัวเองเช่นกัน เมื่อมีชีวิตที่ดีแล้วทั้งหมดมันจะออกมาจากข้างในเอง ถ้าทุกอย่างดีแล้ว ผมสามารถช่วยคุณดูแลในส่วนที่เหลือที่เป็นหน้าที่ของบาร์เบอร์ได้เป็นอย่างดี เช่น การโกนหนวด ตัดผม สระผม แต่งผม นวด แคะหู ไปจนถึงล้างตา ที่ช่างสมัยนี้อาจจะทำไม่ค่อยเป็นกันแล้ว ผมก็สามารถทำได้” 

สมกับที่เป็นคำตอบของบาร์เบอร์ที่มีประสบการณ์มากมายนับไม่ถ้วนจริงๆ ถึงแม้ฟังดูแล้วมันเป็นเรื่องที่เป็นเบสิคพื้นฐานอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ก็เป็นเรื่องจริงที่คุณผู้ชายหลายคนอาจจะมองข้ามกันไป พี่สวัสดิ์ยังเล่าเสริมอีกว่าลูกค้า โดยเฉพาะชาวต่างชาติบางคนเข้ามาแค่ แคะหู ล้างตา ก็มี ซึ่งหากจะให้พูดถึงขั้นตอนใน Session การตัดผมของช่างสวัสดิ์นั้น เป็นสิ่งที่ใครก็ตามได้สัมผัสแล้วเป็นต้องติดใจ

null

Blue Harbour
K-Village, สุขุมวิท 26
เปิดให้บริการ : วันจันทร์ – อาทิตย์ เวลา 10:00 – 21:00
Tel. 02-661-2901-2

Writer: Pakkawat Tanghom
Photographer: Pakkawat Tanghom

RECOMMENDED CONTENT

14.ธันวาคม.2020

‘School Town King’ แร็ปทะลุฝ้า ราชาไม่หยุดฝัน เป็นหนังสารคดีที่สร้างจากเรื่องจริงของ ‘บุ๊ค’ เด็กหนุ่มวัย 18 และ ‘นนท์’ วัย 13 ผู้เติบโตมาในชุมชนคลองเตย หรือที่ใครๆ ต่างรู้จักในอีกชื่อหนึ่งว่า ‘สลัมคลองเตย’ นอกจากความยากจนที่มาพร้อมกับสถานะทางสังคมที่เลือกไม่ได้แล้ว ทั้งบุ๊คและนนท์ยังไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับระบบการศึกษา รวมทั้ง หลักสูตรการเรียนการสอนที่เน้นแต่ความสำเร็จเชิงวิชาการก็ยิ่งทำให้เด็กเรียนไม่เก่งอย่างพวกเขาขาดความสนใจในชั้นเรียนลงไปเรื่อยๆ  ระบบการศึกษาที่น่าจะเป็นความหวังและเท่าเทียมกันของเด็กทุกคน กลับยิ่งบีบบังคับและผลักไสให้พวกเขาเป็นแค่ ‘คนนอก’ ของสังคมไปโดยปริยาย