fbpx

CONTACT US

#CULTURE – Virtual Garment การมาถึงของเสื้อผ้าเสมือนจริงในยุคเจเนอเรชั่น #narcissism
date : 13.มิถุนายน.2019 tag :

Instead of getting angry with people doing fashion on Instagram, how can we innovatively solve that problem by adding a new platform?”  The Fabricant

ทุกวันนี้เวลาเลื่อนดูอินสตาแกรม เราอาจต้องใช้สติมากกว่าที่เคยว่าอะไรจริงอะไรไม่จริง นี่มันใช่คนจริงรึป่าว นี่มัน CGI หรือเป็นคนจริงๆ นี่แหละ แต่เป็นแค่เวอร์ชั่นที่เขาอยากให้คนอื่นเห็นเท่านั้น ในเมื่อเราต่างสามารถมีตัวตนบนโลกออนไลน์ (Online Personas) เพิ่มขึ้นมาได้อีกคนละหลายตัวตนกันอย่างเช่นทุกวันนี้ 

Carlings

เคอร์รี่ เมอร์ฟี่ แห่ง The Fabricant ดิจิตอลแฟชั่นเฮ้าส์ที่ไม่คิดจะผลิตเสื้อผ้าแบบ Physical Garment เลย บอกว่า เขาเชื่อว่าโลกนี้คงไม่ต้องการเสื้อผ้าใหม่ๆ อะไรเพิ่มอีกแล้ว แทนที่เราจะมัวแต่ไปหมันไส้คนที่โพสต์รูปตัวเองใส่เสื้อผ้าใหม่ไม่ซ้ำกันในโซเชียลฯ ทำไมเราไม่สร้างนวัตกรรมหรือแพลตฟอร์มอะไรสักอย่างขึ้นมาให้เล่นกันให้สุดไปเลยล่ะ ในเมื่อเสื้อผ้ายุคดิจิตอลเป็นอะไรที่เหนือจินตนาการไปแล้ว เทคโลยีมันพาเราไปได้หมด แถมไม่ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมด้วย

เราเคย ทำนายกันเล่นๆ เมื่อปลายปีก่อนว่า อีกไม่นานเกินรอ ยุค 2049 ที่เห็นในหนัง Blade Runner โลกอันอู้ฟู่ด้วยแสงนีออนดิจิตอลในบรรดาหนังไซ-ไฟ กำลังจะมาถึงในไม่ช้า และอุตสาหกรรมแฟชั่นก็ทำให้เรายิ่งรู้สึกมั่นใจว่าโลกอนาคตใกล้เข้ามาอีกสเต็ปเมื่อมีการเปิดตัว ‘Virtual Garment’ อย่างเป็นทางการในงาน Ethereal Summit ที่ New York เมื่อเร็วๆ นี้

Virtual Garment หรือเสื้อผ้าเสมือนจริงชิ้นนี้สร้างสรรค์งานดีมีคุณภาพโดยดิจิตอลแฟชั่นเฮ้าส์สัญชาติดัชต์ชื่อ The Fabricant และค่าย Dapper Labs ผู้ผลิตเกมส์ CryptoKitties อันโด่งดัง ออกมาเป็นชุดโอต์กูตูร์ดิจิตอลชื่อว่า ‘Iridescence’ ที่หมายถึงเลื่อมพรายของสายรุ้ง โดยนางแบบแต้มบุญสูงคนแรกผู้ได้รับเกียรติให้ทาบชุดสายรุ้ง อยู่บนร่างก็คือ Johanna Jaskowska สาวเก๋วัย 26 เจ้าของ BEAUTY 3000 ฟิลเตอร์อาวองการ์ดสุดฮิตในอินสตาแกรมที่พอไปกดฟอลโล่เธอในอินสตาแกรม ก็จะได้ชุดฟิลเตอร์ที่เปลี่ยนเราให้เป็นชาวไซบ็อก (Cybog) จากโลกอนาคต ได้ทันที

ซึ่งก็ไม่รู้ว่าบังเอิญหรือเปล่าที่ชุดนี้ดันไปตรงคอนเซ็ปต์กับฟิลเตอร์ไซบ็อกของน้อง Johanna เขาอย่างพอดิบพอดีราวกับสิ่งนี้ถูกสร้างมาเพื่อเธอโดยเฉพาะ!

ชุด Iridescence ตัวนี้มันก็จะคล้ายๆ กับฟิลเตอร์แบบ AR หรือ Augmented Reality ที่เป็นเทคโนโลยีการนำภาพ 3 มิติ จำลองเข้าสู่โลกจริงผ่านกล้องและการประมวลผล แล้วนำวัตถุมาซ้อนทับเข้าไปจนกลายเป็นภาพเดียวกัน

วิธีการครอบครองเป็นเจ้าของก็ไม่ยาก คนที่ซื้อเจ้าชุด AR นี้จะมีเวลา 28 วันในการหารูปตัวเองมาเพื่อให้ 3D ดีไซเนอร์ออกแบบชุดให้เข้ากับสัดส่วนรูปร่างของคนๆ นั้น แล้วเขาก็จะดีไซน์ชุดให้แบบ Custom หนึ่งเดียวเพื่อเราโดยเฉพาะ สามารถรีเควสต์ตามชอบได้เลย โดยชุด Iridescence ถือเป็นเสื้อผ้าเสมือนจริงตัวเเรกของโลกที่ทำการซื้อขายผ่านระบบ Ethereum Blockchain ทำให้มันกลายเป็นทรัยพ์สินในโลกดิจิตอลอย่างหนึ่งที่สามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนกันได้ด้วยเงิน Cryptocurrency ซึ่งคาดการณ์กันว่าจะมีเงินหมุนเวียนในธุรกิจ Virtual Garment นี้สูงถึงหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในอนาคตอันใกล้นี้เลยทีเดียว สนนราคาของ Iridescence ตัวนี้แค่ชุดละ $9,500 ก็เท่านั้นเอ๊งง

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Virtual Garment เข้ามาอยู่ในโลกจริงของพวกเรา เมื่อปลายปีก่อน Carlings แบรนด์สแกนดิเนเวียน ก็เคยทำคอลเล็กชั่นเสื้อผ้าดิจิตอลชื่อว่า Neo-Ex ขึ้นมาให้เหล่าอินฟลูเอนเซอร์จริงและ อินฟลูเอนเซอร์ AI ใส่มาแล้ว แต่ราคาสบายกระเป๋ากว่าเยอะที่ 10-30 € เห้อ! ค่อยดูมีความหวัง น่าจะจับต้องได้ขึ้นมาหน่อย (เหรอออ!?) 

คอลเล็กชั่นเสื้อผ้าเสมือนจริง Neo-Ex ของ Carlings

มีคนตั้งข้อสังเกตว่า การมาถึงของ Virtual Fashion ครั้งนี้ไม่ใช่แค่อีกก้าวของการทำลายกำแพงโลกจริงกับโลกเสมือนลงอย่างสง่างามเท่านั้น แต่ในแง่ของยุค Self-loving generation หรือบางคนเรียก Narcissism (โรคคลั่งไคล้ตัวเอง) เช่นเวลานี้ที่เราต่างให้ค่ากับตัวตนในโลกดิจิตอลซะยิ่งกว่าอะไร ใครๆ ก็เป็นอินฟลูเอนเซอร์กันได้ทั้งนั้น จะอัพไอจีว่า ไป Coachella ผ่านโฟโต้ช็อป ก็ยังได้ ไหนจะต้องใส่เสื้อผ้าไฮป์ๆ ใส่ก่อน อัพสตอรี่ก่อน อะไรแบบนั้นอีก ถึงเสื้อผ้าจะไม่จริง ไม่ได้มาอยู่บนร่างเราจริงๆ แต่มันสำคัญยังไง ในเมื่อโลกเห็นแล้วว่าเราใส่มันลงไอจีนิ! 

นี่ก็อาจจะเป็นหนทางบรรลุธรรมสู่ Zero-waste Fashion ที่ช่วยลดจำนวนเสื้อผ้าแบบ ‘ใส่แล้วโยนทิ้ง’ ได้ ถึงแม้ว่าดูไกลจากความฝันที่จะเห็น Virtual Garment ลดปัญหาแฟชั่นแบบคอมพลีท 100 % ไม่ว่าเป็นเรื่องแรงงานหรือสิ่งแวดล้อม แต่อย่างน้อยมันก็เป็นความหวังใหม่ๆ ที่ไม่ได้มาเพื่อ ‘เปลี่ยน’ หรือแก้ปัญหาโดยตรง แต่มาตอบโจทย์ (หรือแม้แต่กัดแซะ) การเสพติดตัวตนบนโลกออนไลน์ในยุค Narcissism ให้สุดทางกันไปเลยก็เป็นได้

RECOMMENDED CONTENT

14.มิถุนายน.2019

ทรู ดิจิทัล พาร์ค เปิดบ้านให้เราเข้าไปเยี่ยมชม Work Space ที่เชื่อในแนวคิด Open Innovation ซึ่งสนับสนุนการทำงานในโลกยุคใหม่ที่ไม่ต้องมีออฟฟิศประจำ แต่ทุกคนสามารถทำงานได้อย่างอิสระใน Sharing Space ที่มีหลากหลายองค์กรอยู่ร่วมกัน เพื่อกระตุ้นให้เกิดบทสนทนา เกิดการแลกเปลี่ยนไอเดียใหม่ๆ ช่วยสร้างคอมมิวนิตี้ของคนทำงานเข้าด้วยกัน