fbpx

CONTACT US

DOODDOT VIDEOS

“The 16 Best Teen Movies of All Time” พบกับ 16 หนังวัยรุ่นจากแต่ละยุคที่ดีที่สุดตลอดกาล
date : 10.กันยายน.2014 tag :

“วัยรุ่น” คือวัยแห่งการค้นหา คือวัยที่ชอบทดลองสิ่งแปลกใหม่ คือวัยที่เพียงได้สัมผัสอะไรที่ไม่คุ้นเคย หัวใจก็มักจะเต้นแรงเอาได้ง่ายๆ เชื่อว่าแต่ละคนคงมีคำนิยามให้กับคำว่าวัยรุ่นต่างกันออกไป แต่อย่างไรก็ตาม หลายคนคงจะเห็นด้วยกับเราถึงคำจำกัดความของคำว่าวัยรุ่นที่เราได้กล่าวมาข้างต้น เพราะวัยรุ่นคือวัยแห่งการค้นหาจริงๆ บางคนโชคดีหน่อยที่ค้นหาตัวเองเจอในวัยนี้ แต่ก็นับว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับจำนวนเด็กอีกหลายๆคนที่ยังไม่สามารถบอกได้ว่าตัวเองต้องการอะไร หรือต้องการที่จะเป็นอะไรเมื่อตัวเองเป็นผู้ใหญ่ หลายคนจึงเลือกทางที่ผิดไปบ้าง ไม่เป็นตัวของตัวเองบ้าง จะอย่างไรก็ดี เชื่อว่าแทบทุกคนที่พ้นช่วงวัยรุ่นมาแล้ว เมื่อนึกย้อนกลับไป จะต้องเคยผ่านช่วงเวลาแบบนั้นมาเกือบทุกคน คุณเห็นด้วยมั้ยว่า ตอนเป็นวัยรุ่น ทำไมอะไรๆก็ดูจะเป็นเรื่องใหญ่ หรือกระทบจิตใจเราง่ายไปเสียหมด? เช่น ทำไมเราต้องติดเพื่อนเสียขนาดนั้น? ทำไมเราต้องพยายามที่จะเป็นส่วนหนึ่งของเพื่อนๆตลอดเวลา? ทำไมแค่การไม่มีเพื่อนนั่งกินข้าวด้วยตอนกลางวัน ถึงทำให้เราทุกข์ใจมากเหลือเกิน ถึงขนาดต้องแอบเอาของกินไปกินในห้องน้ำคนเดียว? แล้วเรื่องของความรักอีกล่ะ เวลาเราแอบชอบใครสักคน ทำไมต้องปิดเป็นความลับ top secret ขนาดนั้นด้วย? ขนาดจะบอกเพื่อนสนิทตัวเองยังคิดแล้วคิดอีก เพราะกลัวมันไปบอกคนนู้นคนนี้ จนเพื่อนทั้งชั้นรู้ โอ๊ย! เป็นวัยรุ่นนี่มันเหนื่อยจริงๆ! คิดกลับไปก็ขำดีเหมือนกันนะ เพราะอะไรๆในตอนนั้นดูเป็นเรื่องใหญ่เสียหมด ทั้งๆที่เมื่อเทียบกับตอนนี้ ถือเป็นเรื่องที่จิ๊บจ๊อยเอามากๆเลย

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การเป็นวัยรุ่น ถือเป็นช่วงเวลาที่มีสีสันที่สุดเวลาหนึ่งของชีวิตเราหลายๆคน มีทั้งเรื่องที่ทำให้พวกเราหัวเราะ ร้องไห้ เจ็บตัว เจ็บใจ รวมทั้งได้บทเรียนราคาถูกหรือแพงที่สุดคละเคล้ากันไป และเมื่อมีคนนำช่วงเวลาเหล่านั้นมาฉายภาพซ้ำในรูปแบบของภาพยนตร์ มีหรือที่พวกเราจะไม่ “อิน” ไปกับเนื้อเรื่องและตัวละคร ที่ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยไหน ก็จะต้องมีภาพยนตร์วัยรุ่นอย่างน้อยไม่เกิน 3-4 เรื่องที่ “โดน” สุดๆและกลายเป็นหนังวัยรุ่นในดวงใจเราไปโดยปริยาย ถ้าอย่างนั้นเตรียมพบกับ “16 หนังวัยรุ่นที่ดีที่สุดตลอดกาล” ที่เราได้รวบรวมของแต่ละยุคมาฝากกันในวันนี้ ตกหล่นเรื่องไหนไปบ้าง ต้องขอโทษด้วย เพราะหนังแนวนี้มีเยอะมากมายเหลือเกิน แต่เชื่อว่าจะต้องมีอย่างน้อยสัก 1-2 เรื่องโปรดของคุณติดอยู่ลิสต์นี้ด้วยแน่นอน

 

null

“Rebel Without a Cause”, 1955

ไม่พูดถึงหนังเรื่องนี้คงไม่ได้ กับเรื่อง “Rebel Without a Cause” ซึ่งเนื้อหาพูดถึงเด็กหนุ่มวัยรุ่นที่เพิ่งย้ายเข้าเรียน high school ในโรงเรียนใหม่ พบรักกับผู้หญิง ไม่โอนอ่อนต่อพ่อแม่ และมีเรื่องชกต่อยกับแก๊งเด็กเกเรของโรงเรียน ซึ่งหนังเรื่องนี้ได้กลายเป็นหนังเรื่องแรกๆที่สะท้อนถึงสังคมวัยรุ่นอันเสื่อมโทรมของอเมริกา รวมทั้งยังส่งผลให้พระเอกของเรื่องอย่าง James Dean ดังเป็นพลุแตก และกลายเป็นพระเอกมาด bad boy สุดคลาสสิค ที่ทุกคนต่างยอมรับจนถึงทุกวันนี้

 

null

“Westside Story”, 1961

นี่คือหนังเพลงวัยรุ่นสุดคลาสสิคของอเมริกา ที่เนื้อเรื่องได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่อง Romeo and Juliet ของ William Shakespeare โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับแก๊งวัยรุ่นคู่อริสองแก๊งในย่าน Upper West Side ของนิวยอร์ก นามว่าแก๊ง Jets ซึ่งเป็นแก๊งวัยรุ่นคนขาว และ Shark แก๊งวัยรุ่นเชื้อสายจากลาตินอเมริกา ส่วนพระเอกที่ชื่อว่า Tony ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในแก๊ง Jets และเป็นเพื่อนสนิทของหัวหน้าแก๊งนี้ ก็ดันไปตกหลุมรักกับ Maria น้องสาวของ Bernardo หัวหน้าแก็ง Shark ปัญหาวุ่นวายจึงเริ่มต้นขึ้น ด้วยธีมของหนัง เพลงประกอบ ซีนเต้น และปัญหาสังคมที่ถูกถ่ายทอดออกมา ทำให้หนังเรื่องนี้ได้รับการเสนอเข้าชิงรางวัลออสการ์ถึง 11 สาขาด้วยกัน โดยสามารถกวาดมาได้ 10 รางวัล อาทิ นักแสดงสมทบหญิงและชายยอดเยี่ยม และภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

 

null

“American Graffiti”, 1973

กำกับโดย George Lucas หนังเรื่องนี้ถือเป็นหนังวัยรุ่นคลาสสิคอีกเรื่องหนึ่งของอเมริกาจากยุค ‘70s ที่เนื้อหาได้สะท้อนถึงสังคมวัยรุ่นอเมริกันหลังสงครามโลกครั้งที่สอง หรือ post–World War II baby boom generation กับวัฒนธรรมร็อคแอนด์โรล และการชอบขับรถเที่ยวตอนกลางคืน (cruising) โดยตัวหนังนั้นเกี่ยวกับกลุ่มวัยรุ่น และการผจญภัยของพวกเขาในค่ำคืนหนึ่งในแคลิฟอร์เนีย หนังเรื่องนี้ได้รับคำวิจารณ์ที่ดีมากจากกลุ่มนักวิจารณ์หนัง แถมยังทำรายได้ทะลุเป้าใน box office และได้รับเสนอเข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมอีกด้วย

 

null

“Back to the Future”, 1985

คงไม่ต้องบอกว่าหนังเรื่องนี้โด่งดังและประสบความสำเร็จมากขนาดไหนหรอกนะ เพราะมันได้กลายเป็นหนังวัยรุ่น pop culture ขึ้นหิ้งเป็นที่เรียบร้อย กับเรื่องราวของ Marty McFly วัยรุ่นยุค ‘80 ที่ในภาคแรกได้ย้อนเวลากลับไปในปี 1955 และได้พบกับพ่อแม่ของเขาสมัยที่ทั้งสองยังอยู่ high school แต่ดันกลายไปเป็นคู่แข่งทางความรักกับพ่อของตัวเองเสียนี่ เอาเป็นว่าหนังเรื่องนี้มีครบหมดทุกรส ทั้งแอ็คชั่น ผจญภัย คอมเมดี้ โรแมนส์ และไซไฟ ที่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ดูได้อย่างสนุกสนาน นอกจากนี้ตัวหนังเองยังมีอิทธิพลต่อการปลุกกระแสการเล่นสเก็ตบอร์ดในหมู่วัยรุ่นอเมริกา จนกลายเป็น sub-culture ที่มาแรงที่สุดในยุคนั้น

 

null

“The Breakfast Club”, 1985

ว่ากันว่าหนังวัยรุ่นเรื่องนี้เป็นหนังวัยรุ่น high school ที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งเลย กับหนังเชิงคอมเมดี้-ดราม่า “The Breakfast Club” กำกับโดย John Hughes ที่พูดถึงกลุ่มเด็กวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งที่โดนลงโทษให้อยู่ detention ด้วยกันในวันเสาร์ตั้งแต่เช้าถึงเย็น ซึ่งก่อนหน้านี้เด็กทั้งห้าคนไม่ได้รู้จักหรือสนิทอะไรกันมาก่อนเลย เพราะแต่ละคนปกติแล้วอยู่คนละแก๊งกัน คนนึงเป็นเด็กเนิร์ด คนนึงเป็นเด็กกีฬา (jock) คนนึงเป็นเด็กแก่แดด คนนึงเป็นเด็กหัวแข็งอันธพาล ส่วนอีกคนก็เป็นเด็กติสต์แตก แต่หลังจากที่ต้องมาติดแหง็กด้วยกันหนึ่งวัน ความเป็นเพื่อนระหว่างพวกเขาจึงก่อเกิดขึ้น ซึ่งหนังเรื่องนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของเด็กวัยรุ่นที่อยากเป็นที่ยอมรับและเข้าใจในหมู่ผู้ใหญ่ รวมทั้งในวัยเดียวกันเอง

 

null

“Say Anything…”, 1989

นี่คือหนังเรื่องแรกของผู้กำกับชื่อดัง Cameron Crowe เกี่ยวกับความรักระหว่างเด็กหนุ่มที่เรียนไม่ค่อยเอาไหน กับเด็กสาวสุดป๊อปและฉลาดของโรงเรียน ถ้าใครเป็นวัยรุ่นในยุคนั้นก็จะรู้ว่าฉากที่ John Cusack ยืนถือ boom box เปิดเพลงบอกรักนางเอกหน้าบ้านนั้นดังสุดๆ จนตอนหลังถ้านึกถึงซีน iconic ต่างๆของหนังวัยรุ่น ก็จะต้องมีฉากนี้ร่วมอยู่ด้วยเสมอ ในปี 2002 นิตยสาร Entertainment Weekly ได้ยกหนังเรื่องนี้ให้เป็นอันดับ 1 ในลิสต์ “The Greatest Modern Movie Romance” และ อันดับที่ 11 ในลิสต์ “50 Best High-School Movies”

 

null

“Cry-Baby”, 1990

นี่คงเป็นหนึ่งในหนังสมัยหนุ่มๆของ Johnny Depp ที่หลายคนคงจะจำกันได้ดี กับ “Cry-Baby” หนังเพลงวัยรุ่นเกี่ยวกับเด็กหนุ่ม “Cry-Baby” Wade Walker ในยุค ’50 วัยรุ่นที่เท่และ bad boy ที่สุดในโรงเรียนมัธยมบัลติมอร์ ความสามารถในการร้องไห้เพียงน้ำตาหยดเดียวของเขาทำให้สาวๆคลั่งไคล้มานับต่อนับ โดยเฉพาะ Allison Vernon-Williams สาวสวยผู้เบื่อหน่ายกับการต้องเป็นเด็กดีตลอดเวลา ตอนหลังทั้งสองตกหลุมรักกัน ซึ่งได้สร้างความวุ่นวายตลกอลหม่านให้กับผองเพื่อนและสังคมของพวกเขา ถึงแม้ว่าตอนหนังเรื่องนี้ออกฉายใหม่ๆจะไม่ค่อยฮิตนักในกลุ่มคนดู แต่หลังจากนั้นไม่นาน ก็ได้กลายเป็นหนัง cult ที่มีกลุ่มแฟนติดตามมากมาย

 

null

“Dazed and Confused”, 1993

อีกหนึ่งหนังวัยรุ่นที่ตอนหลังกลายเป็นหนัง cult ที่ดังสุดๆ กับ “Dazed and Confused” หนังวัยรุ่น high school ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการผจญภัยของกลุ่มเพื่อนวัยรุ่นกลุ่มหนึ่ง ในวันสุดท้ายของการเป็นเด็ก ม.ปลาย ในช่วงหน้าร้อนปี 1976 หนังเรื่องนี้ได้รวบรวมนักแสดงที่ตอนหลังต่างมีชื่อเสียงมากมาย อาทิ Matthew McConaughey, Ben Affleck, Milla Jovovich และ Parker Posey ขนาดผู้กำกับชื่อดังอย่าง Quentin Tarantino ยังเคยจัดอันดับให้หนังเรื่องนี้ติดอยู่ที่อันดับ 10 ของหนังที่ดีที่สุดตลอดกาลของเขามาแล้ว!

 

null

“Clueless”, 1995

หลายคนที่เป็นวัยรุ่นยุค ‘90 เห็นหนังเรื่องนี้เป็นต้องชอบสุดๆกันทุกคน เพราะมันเป็นหนังวัยรุ่นแห่งยุค ’90 อย่างแท้จริง หนังเรื่องนี้ได้ถูกดัดแปลงมาจากวรรณกรรมของ Jane Austen ในปี 1815 เรื่อง “Emma” ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับคุณหนูจอมวางแผนที่ชอบจับคู่ให้ชาวบ้านจนเกิดเรื่องวุ่นวาย โดยมี  Alicia Silverstone แสดงเป็น Cher Horowitz หรือ Emma ในเวอร์ชั่นหนังสือ เชื่อว่าเหตุผลที่ทำไมหนังเรื่องนี้ถึงโด่งดังและมีอิทธิพลต่อวัยรุ่นในยุคนั้นเป็นอย่างมาก ก็เพราะว่า “Clueless” ได้สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมวัยรุ่นในสมัยนั้นอย่างชัดเจน ทั้งเป็นหนังแก๊งเพื่อนสาวเริ่ดๆเชิดๆยุดแรกๆ เรื่องแฟชั่นของสาววัยรุ่นนักช๊อป เรื่องของหนุ่มเกย์ ที่สาวๆสมัยนั้นยังอ่อนหัด ดูกันไม่ค่อยออก  เรื่องของเด็กสเก็ตบอร์ดที่ดูไม่ค่อยจะเอาไหน เรื่องของค่านิยมของสาวสวยผมบลอนด์ที่จะต้องโง่ และอีกหลายๆประเด็นที่ทำให้หนังเรื่องนี้เป็นที่จดจำในหมู่วัยรุ่นยุค ‘90 ที่ถ้าไปถามพวกเขาตอนนี้ เชื่อว่าแต่ละคนก็คงยังยกให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังวัยรุ่นในดวงใจแน่นอน

 

null

“Romeo+Juliet”, 1996

ไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัย เรื่อง Romeo and Juliet ของ William Shakespeare ก็ยังขายได้อยู่เรื่อยๆ ดั่งเช่นเวอร์ชั่นดัดแปลงให้เข้ากับยุคสมัยใหม่ของผู้กำกับ Baz Luhrmann ที่ได้ Leonardo DiCaprio (สมัยยังเป็น teen idol และหน้ายังเอ๊าะๆ) และ Claire Danes มาแสดงนำ หนังเรื่องนี้เปิดตัวที่อันดับ 1 บน box office โดยกวาดรายได้ไปมากถึง $11.1 ล้านเหรียญสหรัฐ และยังมี soundtrack เพลงประกอบภาพยนตร์ที่โด่งดังสุดๆอีกเช่นกัน ซึ่งหลายคนน่าจะยังจำกันได้ กับเพลง “Lovefool” ของวง The Cardigans

 

null

“American Pie”, 1999

เซ็กส์กับวัยรุ่นนั้นเป็นของคู่กัน และนี่คงเป็นหนัง “teen sex comedy” ที่โด่งดังที่สุดแล้ว กับ “American Pie” หนังวัยรุ่นที่พูดถึงกลุ่มเด็กหนุ่มห้าคนที่วางแผนกันว่าจะต้องสลัดทิ้งความเป็นเวอร์จิ้นของตัวเองให้สำเร็จก่อนที่พวกเขาจะจบ high school ชื่อของหนังเรื่องนี้มาจากชื่อเพลงป๊อปสุดฮิต “American Pie” ของ Don McLean และฉากอันโด่งดังของหนังเรื่องนี้ ตอนที่ Jim ตัวเอกของเรื่อง โดนจับได้ว่ากำลังช่วยตัวเองกับพายแอปเปิ้ล หลังจากที่เพื่อนของเขาบอกว่าการถึง “third base” นั้นมีความรู้สึกเหมือนพายแอปเปิ้ลอุ่นๆ

 

null

“10 Things I Hate About You”, 1999

“I hate the way you talk to me, and the way you cut your hair / I hate the way you drive my car, I hate it when you stare…” ถ้าไม่พูดถึงหนังวัยรุ่นปลายยุค ’90 เรื่องนี้ สงสัยเราคงโดนหลายคนงอนแน่ๆ “10 Things I Hate About You”คือหนังวัยรุ่น high school ที่ถูกดัดแปลงมาจากเรื่อง The Taming of the Shrew ของ William Shakespeare โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับ Cameron (Joseph Gordon-Levitt) เด็กหนุ่มที่เพิ่งเข้าใหม่ในโรงเรียน Padua High School แต่ไม่ทันไรก็ดันไปแอบชอบ Bianca สาวป๊อปประจำโรงเรียน ที่มีคุณพ่อสุดเฮี้ยบที่ไม่ยอมให้เธอออกเดทกับหนุ่มคนไหนได้ โดยตั้งกฎขึ้นมาว่าถ้าพี่สาวของเธอ Kat (Julia Stiles) ผู้ซึ่งสุดแสนจะไม่ป๊อปปูล่าในโรงเรียนเอาเสียเลย มีเดทได้เมื่อไหร่ เธอถึงจะออกเดทได้เหมือนกัน Cameron รู้เรื่องนี้เข้า จึงวางแผนให้ Patrick (Heath Ledger) วัยรุ่นอีกคนในโรงเรียน ให้ไปช่วยจีบ Kat ที เรื่องราวความรักของพวกเขาทั้งสองจึงเริ่มต้นขึ้น แหม่…ชักอยากกลับไปดูหนังเรื่องนี้ใหม่แล้วสิ

 

null

“Dude, Where’s My Car?”, 2000

ถึงแม้ว่าหนังเรื่องนี้จะได้คำวิจารณ์ที่ค่อนข้างแย่จากนักวิจารณ์หนังหลายๆคน แต่มันกลับเปิดตัวสูงถึงอันดับ 2 บน Box Office และเป็นที่ชื่นชอบในหมู่วัยรุ่นผู้ชายทั่วโลก จนตอนหลังกลายเป็นหนัง cult วัยรุ่นอันดับต้นๆ ด้วยเนื้อหาที่เกี่ยวกับวัยรุ่นสองคนที่ปาร์ตี้หนักไปหน่อยเมื่อคืนก่อน จนเช้าวันต่อมาพบว่ารถของตัวเองหาย แต่ตัวเองกลับจำไม่ได้ว่ามันหายไปไหน พวกเขาจึงพยายามตามหารถให้เจอ บวกกับเรื่องราววุ่นวายบ้าๆบอๆ และความบื้อของตัวละครนำทั้งสองคน หลายคนจึงต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ความตลกของหนังเรื่องนี้มัน “so bad it’s good” หรือมุขตลกมันโคตรจะปัญญาอ่อน จนอดหัวเราะไม่ได้นั่นเอง

 

null

“Mean Girls”, 2004

โอ้โห…บอกได้เลยว่านี่คือหนังวัยรุ่น high school แห่งยุค 2000! ถ้าบอกว่าหนังเรื่อง Clueless นั้นเริ่ดและเชิดสุดๆแล้ว “Mean Girls” นั้นเริ่ด เชิด แร็ด และแซ่บยิ่งกว่าหลายเท่า จำได้ว่าหลังจากที่ได้ดูเรื่องนี้ครั้งแรกในโรงหนัง ก็รู้สึกชอบและสนุกไปกับตัวหนังมากๆ จนตอนหลังดูอีกหลายรอบก็ยังไม่เคยเบื่อ เพราะหนังเรื่องนี้มีสีสันจัดจ้าน โดนใจผู้หญิงเหลือเกิน ถ้าดูเผินๆ หนังเรื่องนี้ก็จะเป็นแค่หนังชีวิตวัยรุ่นใน high school ธรรมดา แต่ถ้าลองตั้งใจดูมันให้ดี ก็จะพบว่ามันเป็นหนังที่ตีแผ่วัฒนธรรมทางสังคมของวัยรุ่น ที่ไม่ใช่เฉพาะในอเมริกา เพราะอันที่จริงแล้ว เรื่องราวทำนองนี้มันเกิดขึ้นได้ในทุกกลุ่มสังคม ทั้งในโรงเรียน มหาวิทยาลัย ออฟฟิศ หรือในองค์กรต่างๆ ที่การแบ่งพรรคแบ่งพวก การกำหนดชนชั้น การนินทา การสร้างกระแส การกระจายข่าวลือ นั้นเกิดขึ้นได้จริงๆในทุกสังคม เอาเป็นว่าหนังเรื่องนี้มันทำออกมาได้สมเหตุสมผล เนื้อเรื่องดี ตัวละครมีมิติ นักแสดงดี (คิดถึง Lindsay สมัยเธอยังปกติอยู่เนอะ) ดูยังไงก็สนุกและตลก ทำให้เราอดคิดไม่ได้ว่า ทำไมสมัยนี้ไม่มีใครทำหนังวัยรุ่น high school อเมริกันสไตล์แซ่บๆแบบนี้ออกมาอีก

 

null

“Juno”, 2007

หนังเรื่องนี้ทำออกมาได้น่ารักและอบอุ่นเอามากๆ ถึงแม้ว่าจริงๆแล้วปัญหาที่ตัวละครนำต้องเผชิญนั้นเป็นเรื่องใหญ่อยู่ไม่น้อย “Juno” คือหนังที่สะท้อนปัญหาสังคมของวัยรุ่นที่ท้องโดยไม่ทันได้ตั้งตัว และเรื่องราวต่างๆที่ตามมา ที่กดดันให้เธอต้องโตเป็นผู้ใหญ่ก่อนวัย หนังเรื่องนี้ได้รับคำวิจารณ์ที่ดีมากจากนักวิจารณ์หนัง และสามารถคว้ารางวัลออสการ์สาขา  Best Original Screenplay มาครอง รวมทั้งอัลบั้มเพลงประกอบภาพยนตร์ที่เปิดตัวอยู่ที่อันดับ 1 ถือเป็นอัลบั้มเพลงประกอบภาพยนตร์ของค่าย 20th Century Fox อัลบั้มแรกที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดนับตั้งแต่เรื่อง Titanic เลยทีเดียว

 

null

“The Perks of Being a Wallflower”, 2012

สำหรับใครที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ แต่ยังไม่เคยอ่านแบบฉบับที่เป็นหนังสือ เขียนโดย Stephen Chbosky เมื่อปี 1999 แล้วละก็ แนะนำว่าควรไปหาหนังสือเรื่องนี้มาอ่านซะ เพราะตัวหนังสือนั้นได้ถ่ายทอดความคิด ความรู้สึก และปัญหาต่างๆที่เด็กวัยรุ่นคนหนึ่งต้องเผชิญได้ออกมาอย่างดีเยี่ยม “The Perks of Being a Wallflower” คือเรื่องราวของ Charlie เด็กวัยรุ่นวัย 15 ปี ที่เงียบและสุดแสนจะขี้อาย เขาเป็นเด็กหนุ่มที่มักอยู่อย่างโดดเดี่ยวและมีปัญหาในการเข้าสังคม นอกจากคนในครอบครัวแล้ว เขาเป็นคนไม่ค่อยมีเพื่อน เปรียบเสมือนดอกไม้ในซอกกำแพงที่ไม่มีใครสนใจ (wallflower) ถึงแม้จะสวยเพียงไรแต่ก็มักถูกมองผ่าน จนกระทั่งเขาได้ขึ้น high school และได้ไปรู้จักกับรุ่นพี่สองคนอย่าง Sam และ Patrick ที่กลายมาเป็นเพื่อนสนิทของเขา และเปลี่ยนตัวเขาไปทีละนิดในทางที่ดี แต่มิตรภาพที่แน่นแฟ้นนี้ก็กำลังถูกสั่นคลอนด้วยความหลังอันเจ็บปวดของ Charlie และเพื่อนๆ รวมไปถึงการที่เขาไม่ได้คิดกับ Sam แค่เพื่อนอีกต่อไป ถือเป็นพล็อตเรื่องของเด็กวัยรุ่นมีปัญหา ที่หลายคนดูแล้วเข้าใจและเข้าถึงได้เป็นอย่างดี

 

Writer: Thip S. Selley

RECOMMENDED CONTENT

31.สิงหาคม.2017

ผ่านไปแล้วหมาดๆ กับรอบ Wolrd Premeire ใน section 'Venice Days' ของเทศกาล Venice Film Festival กับภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของผู้กำกับ เป็นเอก รัตนเรือง – 'Samui Song – ไม่มีสมุยสำหรับเธอ' หลังจากห่างหายงานกำกับภาพยนตร์ไปอย่างยาวนาน