fbpx

CONTACT US

มารู้จักกับนักสะสมโปสเตอร์หนังระดับโลก “สันติ หนังคลาสสิค” เจ้าของร้านขายโปสเตอร์หนังเก่าใต้โรงหนังลิโด้ที่ใครผ่านไปผ่านมาแถวสยามคุ้นตากันดี
date : 22.ตุลาคม.2013 tag :

“ตอนเด็กๆพี่ยังเคยคิดเลยว่า ถ้าโลกนี้ไม่มีหนังให้ดูเลย แล้วเราจะอยู่ยังไง” สำหรับวันนี้เราจะพาไปพบกับเจ้าของคำพูดข้างต้นกัน คนที่หลงรักในมนต์เสน่ห์ของหนังจอเงินเป็นชีวิตจิตใจ… เขาไม่ใช่ดาราหนังหรือนักแสดงที่ไหน เขาไม่ใช่ผู้กำกับและไม่ใช่คนในวงการบันเทิงใดๆทั้งสิ้น เขาคือคนไทยคนหนึ่งที่ตอนนี้กำลังได้ชื่อว่าเป็นนักสะสมโปสเตอร์ระดับโลกไปแล้ว! เขาคือ… (เพลง introของสตาร์วอร์ดังขึ้น) “พี่สันติ หนังคลาสสิค!” (สันติ ตันติภัณฑรักษ์) เจ้าของร้าน “หนังคลาสสิค” ใต้โรงหนังลิโด้ที่ถ้าใครเคยผ่านไปผ่านมาแถวนั้นคงเคยเห็นและคุ้นตากันดี กับอาณาบริเวณของร้านความยาวประมาณ 3 เมตร (นี่ขนาดด้านยาวนะ) ส่วนด้านกว้างนี่น่าจะไม่เกิน 2 เมตรแน่นอน …แต่ใครจะไปรู้ว่าร้านแคบๆแบบนี้ คือ 1ใน 50 เหตุผลที่ทำให้กรุงเทพเป็นเมืองเจ๋งที่สุดแห่งหนึ่งของโลกใน List ของสำนักข่าวCNN มาแล้ว ร้านขายโปสเตอร์ห้องเล็กๆนี้เป็นร้านที่ชาวต่างชาติทั้งหลายกล่าวขานว่าเป็นสุดยอดร้านขายโปสเตอร์ที่เคยพบเคยเห็นมา เขามีของเจ๋งๆทุกยุคทุกสมัยมากมาย ไม่ว่าจะเก่าใหม่อย่างไรขอให้บอกพี่เขามีหมด โอ… คงเป็นเรื่องน่าเศร้าเหมือนกันนะ… ที่คนระดับไม่ธรรมดาแบบนี้ จะตกหล่นจากการเป็นที่รู้จักของคนไทยไปได้… แบบนี้เห็นทีต้องแวะเข้าไปพูดคุยกับพี่เขาหน่อยซะแล้ว …แค่ก้าวแรกที่เดินเข้าร้านไป ก็เห็นพี่สันตินั่งรออยู่พร้อมลุคเสื้อยืดใส่หมวกแก๊ปง่ายๆ  จากการคาดคะเนด้วยสายตาร้านน่าจะนั่งได้ประมาณ 2-3 คนถ้วน ทักทายพี่สันติปึ้บ เขาก็ไม่รอช้ายื่นเก้าอี้ตัวเล็กๆมาให้เรานั่ง…

null

จากการถามไถ่ถึงประวัติความเป็นมาของร้าน… ร้านหนังคลาสสิค เปิดขายมาตั้งแต่ปี 2540 นับรวมๆก็เหยียบ 16 ปีแล้ว (แห่งความหลัง! …อย่าเพิ่งร้องเพลง) …ย้อนไปก่อนที่จะมาเป็นพ่อค้าแบบนี้ เดิมทีพี่สันติเป็นพนักงานในบริษัทเอเจนซี่โฆษณาตอนนั้นก็ทำงานประจำมากว่า 20ปี อยู่มาวันหนึ่งพอเศรษฐกิจตกวูบตอนยุคฟองสบู่แตก พี่สันติในอายุ 38 ปีก็ถูกให้ออกจากงาน บ้านที่ผ่อนไว้ก็โดนยึด ตอนนั้นแทบจะมืดแปดด้าน ก็เลยคิดว่าเห็นทีต้องหาอะไรทำเป็นธุรกิจของตัวเองสักอย่าง แต่ธุรกิจที่ว่านี่มันจะเป็นอะไรดีล่ะ? …ก็เลยต้องเล่าย้อนต่อกันไปอีกว่า ปกติพี่สันติหลงรักโปสเตอร์หนังมาแต่ไหนแต่ไรแล้วเขาเล่าว่า “รักแรกสุดเห็นจะเป็นตอนเด็กๆ สมัยเป็นนักเรียนกับโปสเตอร์หนังคาวบอยชื่อเรื่องว่า “California (ฉายปี1977)” เป็นรูปคาวบอยยืนถือปืน โปสเตอร์ในสมัยนั้นเป็นภาพเพนต์ด้วยมือล้วนๆ ด้วยความอยากได้เราก็เดินไปทั้งชุดนักเรียนเลย ไปขอโปสเตอร์จากเจ้าของโรงหนัง เหตุผลว่าอยากจะเอามาฝึกวาดรูปส่งประกวด ตอนนั้นก็เลยได้กลับมาและก็ได้ส่งประกวดจริงๆ” หนังเรื่องนั้นเลยถือเป็นตัวจุดประกายเรื่องแรกที่ทำให้พี่สันติเริ่มเก็บสะสมโปสเตอร์หนังจริงจังเลยก็ว่าได้… “ในเมื่อเรารู้เรื่องโปสเตอร์ดี ก็เปิดร้านขายโปสเตอร์หนังมันซะเลยนั่นล่ะ” จึงเกิดเป็นร้าน “หนังคลาสสิค” พร้อมฉายา “สันติ หนังคลาสสิค”  แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ได้…

มีสิ่งหนึ่งที่เราสงสัยมานานแล้ว กับแค่การขายโปสเตอร์หนังเป็นอาชีพอย่างเดียว ทำไมพี่สันติเขาถึงยังอยู่ได้!? เจ้าตัวเขาก็บอกกับเราเองตรงๆเลยว่า… “มันอยู่ได้นะ แต่อยู่ยากมากๆ ช่วง 5 ปีแรกที่เปิดร้าน พี่ยอมรับเลยว่าระบบเรามั่วมากๆ ตอนนั้นเราขายไปหมดทุกอย่าง อะไรก็แล้วแต่ที่เกี่ยวกับหนัง จะรูปดารานักแสดง จะหนังใหม่หนังอะไรเราเอาหมด ช่วงนั้นเป็นช่วงที่หนัง Titanic (1997) กำลังเข้าโรงบ้านเราพอดี (ถ้าดูรูปร้านพี่ตอนนั้นก็ Titanic เต็มไปหมด) พอสักพักเราเริ่มจับทางได้ เราก็หันไปเน้นพวกโปสเตอร์ภาษาไทยของหนังเก่าๆมาขาย ปรากฎว่าพวกโปสเตอร์ภาษาไทยเหล่านี้อะขายได้ พวกนักสะสมฝรั่งมาซื้อ ซื้อกันเยอะกว่าคนไทยซะอีก” จนต้องถึงวันอวสานในเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่สองปีที่ผ่านมา พวกโปสเตอร์ภาษาไทยที่โรงหนังเก่าๆเก็บไว้ต้องละลายไปกับน้ำตามๆกัน …หลังๆมานี้พี่สันติเลยต้องกระโดดหันมาเน้นพวกหนังดีกรีรางวัล Oscar ไปเลย ยิ่งในช่วงยุค 60′ 70′ ไล่ไปไม่ว่าจะ “Annie Hall (1977)” ของผู้กำกับ Woody Allen หรือ “The Godfather (1972)” ของผู้กำกับ Francis Ford Coppola  “Taxi Driver (1976)” ของผู้กำกับ Martin Scorsese พวกหนังระดับตำนานที่ไล่ๆมานี่ไม่ต้องห่วงเลย ตอนนี้ที่ร้านพี่สันติเขามีขายหมดทุกเรื่องล่ะ…

null

null

เรื่องราคาของโปสเตอร์หนังเหล่านี้ แต่ละใบจะขึ้นอยู่กับว่าสภาพเป็นยังไงและหายากแค่ไหน “หลายคนเดินผ่านร้านพี่ เค้าก็กลัวว่าของมันจะแพงนะ แต่คือถ้ามันจะแพง มันแพงตามราคาของมันจริงๆ” เราเลยลองถามถึงชิ้นที่แพงที่สุดที่เคยซื้อขายกันในร้าน คือเรื่อง “2001: A Space Odyssey (หนัง Sci-Fi ในปี1968)” เป็นโปสเตอร์ขนาด “3 Sheet” คือต้องอธิบายกันก่อนว่าโปสเตอร์หนังที่เรามักเห็นๆกันก่อนเข้าโรงในกรอบบนผนังคือขนาด 1 Sheet แผ่นเดียว ถ้าใหญ่ขึ้นมาคือขนาด 3 Sheet ซึ่งใหญ่ประมาณประตูห้องนอน (ใหญ่ประมาณคนยืนหรือเผลอๆสูงกว่าด้วยซ้ำ!)  แล้วบวกกับความที่หนังเรื่องนี้มันเป็นผลงานชิ้นเอกของผู้กำกับระดับตำนานอย่าง “Stanley Kubrick” ราคาที่ตกลงซื้อขายกันเลยไปจบอยู่ที่ 60,000 บาท สำหรับใบเดียวนี่นะ!? ยังก่อนๆ… ไม่ต้องรีบตกใจไป เท่านั้นยังไม่พอ… ยังมีแพงกว่านั้นอีก (แต่พวกนี้ยังไม่ได้มีการซื้อขายกับลูกค้านะ แค่ตั้งราคาเอาไว้) มันคือโปสเตอร์ขนาด 24 Sheet! ลองคิดเลขดูง่ายๆ ถ้า 3 Sheet ขนาดเกือบเท่ากับประตูนั่นก็หมายความว่า 24 นี่คือเอาประตูมาต่อกัน 8 บาน! นึกๆภาพตามแล้ว ใหญ่ขนาดนั้นมันคงติดข้างในอาคารไม่ได้แล้ว ถูกต้องแล้วล่ะ… มันคือโปสเตอร์ใหญ่ที่เขาเอาไว้ใช้ติดกันหน้าโรงหนังมองเห็นจากท้องถนนแล้วล่ะ นั่นก็แปลว่าจากที่เคยอยู่บนกำแพงโรงหนังยุค 60′ 70′ ผ่านแดดผ่านฝนที่อเมริกามาแล้ว ณ วันนี้มันมาอยู่ในการครอบครองและเป็นสมบัติของพี่สันติเมืองไทยเราแล้วเรียบร้อย! …เจอแบบนี้ขนลุกเลยจริงๆ สำหรับตัว 24 Sheet ที่ว่านี้เห็นเขาว่ามีอยู่หลายเรื่องด้วยนะ แต่ชิ้นที่เบ้งๆคือเรื่อง “Cleopatra (1963)” และ “The King and I (1956)” หนังฟอร์มยักษ์ที่ตอนนั้นมาถ่ายทำกันในไทยและเป็นหนังที่หาดูยากมากๆ เขาบอกว่าราคาที่ตั้งไว้สองเรื่องนี้นี่เป็นหลักหลายแสนทีเดียว พี่สันติเล่าถึงสาเหตุการตั้งราคาว่า “พี่เชื่อว่าพี่คงไม่ได้ขายสองใบนี้หรอก เพราะคงไม่มีใครมาซื้อใบเดียวแต่ราคาสูงขนาดนี้ ถ้าให้เลือกเขาคงเก็บตังค์ไว้ไปซื้อใบอื่นๆได้หลายใบคุ้มกว่า” เรื่องนี้เราคงไม่เถียงแน่นอน เพราะเชื่อว่าน่าจะมีแต่พี่สันติเท่านั้นล่ะ ที่กล้าทุ่มเทให้กับการสะสมได้เยอะขนาดนี้ ทั้งๆที่ทุกวันนี้เป็นพ่อค้าแล้วก็ตาม เขาก็ยังบอกเองว่า “ทุกวันนี้พี่เก็บของเยอะกว่าแต่ก่อนซะอีก ก็เก็บอยู่เรื่อยๆ เพราะเรื่องไหนที่ขายไปแล้วเราต้องเข้าใจว่ามันจะไม่กลับมาอีก ไปแล้วไปเลย” อืม… เป็นคนที่มีเลือดนักสะสมแท้ๆและรักในสิ่งที่ตัวเองทำจริงๆ

ทีนี้เราเลยอยากรู้แล้วว่าชิ้นไหนเป็นชิ้นที่ประทับใจที่สุด? สำหรับใบที่ผูกพันที่สุดของนักสะสมระดับโลกคนนี้ พี่สันติบอกเองเลยว่า “ถ้าถามชิ้นที่ชอบและประทับใจที่สุด พี่คงต้องบอกตรงๆ ซึ่งใบนี้บางคนอาจจะไม่สนใจหรือบอกว่าไม่เห็นจะมีอะไร แต่พี่ว่าความประทับใจของคนเรามันมีเรื่องราวไม่เหมือนกัน” มันคือโปสเตอร์หนังเรื่อง Superman (ปี 1978) “ตอนนั้นพี่ยังเรียนไทยวิจิตรอยู่เลย แล้วหนังเรื่องนี้มันได้เข้ามาฉายในไทย พี่ก็เดินผ่านออฟฟิศบริษัทที่เอาหนังเข้ามาฉาย ก็เหลือบไปเห็นตรงบันไดทางขึ้นแหงนมองไปมันมีโปสเตอร์ Superman ภาคนี้ขนาด 3 Sheet แนวตั้งยาวแปะไว้บนเพดานทางขึ้นเลย ไอ้เราเห็นแล้วก็ตกใจมากเพราะไม่เคยเห็นมาก่อน ก็เลยตัดสินใจเดินเข้าไปติดต่อบอกเจ้าของเขาว่าผมอยากได้มากๆ ผมขอซื้อได้ไหม… เขาได้ยินก็ไล่ตะเพิดเลยเขาบอกว่า ขายไม่ได้! มันเป็นของบริษัทหนังจะขายได้ไง! …พี่ก็หน้าจ๋อยๆเดินกลับลงมา แล้วเกือบสองปีผ่านไประหว่างนั้นพี่ก็เดินผ่านไปดูทุกอาทิตย์นะ เพราะเราชอบมากๆไง เขาแปะไว้อยู่อย่างนั้นโล้นๆไม่ได้ใส่พลาสติกป้องกันอะไรไว้ เราเห็นแล้วเราเสียดายมาก สักพักพอโดนลมโดนน้ำ นานๆไปมันก็เริ่มเปื่อย กระดาษเริ่มเหลืองจนขาดไปในที่สุด” จากเรื่องราวคราวนั้นทีนี้มันก็กลายเป็นเรื่องฝังใจเราละ …พอเปิดร้านปึ้บ พี่ไล่ถามที่เมืองนอกตลอดเลยว่า “คุณมี Superman ภาคนี้แบบ3 Sheet ไหม?” เขาก็บอกรุ่นนี้ไม่มี… “พี่ก็ไม่เลิกล้มความตั้งใจนะ พี่ถามเรื่อยๆจนเจ้านี้ซื้อของกันไปกันมากว่าปีนึง เขาคงสงสัยว่ามันจะอะไรกับไอ้ Superman ภาคนี้นัก พี่ก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้เขาฟัง เขาเลยบอกว่าเขามีอยู่สามใบและจะขายให้พี่หมดเลย… อ้าว! สรุปว่าเขามีมาตลอด แต่เพราะมันเป็นใบที่หายากมากจริงๆ เขาเลยเก็บไว้ไม่บอกตั้งนาน จนไปๆมาๆ ถึงวันนี้พี่ว่าพี่เป็นคนนึงที่มีโปสเตอร์ Superman ไล่ซื้อแบบต่างๆเยอะที่สุดในโลกละมั้ง (ยิ้ม)”

null

null

สำหรับลูกค้าของร้านหนังคลาสสิคมีให้เห็นกันทุกเพศทุกวัย ส่วนใหญ่จะเป็นคนต่างชาติ เพราะเขาจะรู้ดีกว่าคนไทย หนังเรื่องอะไรดังไม่ดัง โปสเตอร์ใบไหนมันแพงไม่แพง  “คนอเมริกันมาเห็นร้านพี่ยังบอกเองเลยว่า ร้านโปสเตอร์หนังที่อเมริกามีอยู่เยอะก็จริง แต่ว่าแต่ละร้านจะไม่มีพวกหนังระดับคลาสสิคแบบนี้ ถึงมีก็มาทีเดียวแบบราคาแพงทะลุเพดานเลย แต่ละร้านที่เก็บไว้คือเป็นเก็บของใหญ่ประจำร้านเท่านั้น” ซึ่งผิดกับร้านหนังคลาสสิค ที่ส่วนใหญ่จะมีหมดทุกเรื่อง ซึ่งหนังใหม่ๆพี่เขาก็มีเหมือนกันนะ เพราะลูกค้าวัยรุ่ยจะถามหาหนังใหม่ๆกันเยอะ ที่ดังๆเลยคือ Batman ไตรภาคของ Christopher Nolan โดยเฉพาะภาค Dark Knight (ที่มี Joker) นี่จะหาซื้อกันเยอะมากๆ นี่คงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ร้าน “หนังคลาสสิค” เป็นขวัญใจของคนทุกประเภทเพราะมีจุดเด่นคือ ต่อให้โปสเตอร์ในร้านจะเป็นหนังหายากหรือจะเก่าขนาดไหน มันก็ยังอยู่ในเรตราคาที่คนไทยอย่างเราๆไม่ว่าจะวัยรุ่นหรือคนทำงานก็สามารถเอื้อมถึงได้ (แถมมีการเปิดให้ซื้อแบบผ่อนด้วย อะไรจะขนาดนั้น) …ต่างจากราคาที่ขายกันใน ebay โผล่มาทีนึงราคาเป็นหลักหมื่นหลักแสน เห็นแค่ทีเดียวคนไทยอย่างเราๆก็เลิกคิดจะเล่นสะสมไปได้เลย พี่สันติให้เหตุผลว่า “เดี๋ยวนี้โลกยุค Internet คนสามารถเช็คราคาเองได้แล้ว เดี๋ยวนี้คนซื้อฉลาดกว่าคนขายซะอีก” พี่สันติเล่า กับที่ร้านหนังคลาสสิคถึงมีหนังดังๆมากมายก็จริง แต่จะมีให้เลือกทั้งเก่าบ้าง ใหม่บ้าง หลากหลายสภาพให้เลือกซื้อตามแต่ทุนทรัพย์แต่ละคนจะเข้าถึง และอีกอย่างคือ พี่สันติ เชื่อในเรื่องการทำงานคนเดียว “เพราะถ้าใครเข้ามาร้านนี้ เค้าก็เจอพี่ตรงๆเลย มันช่วยตัดปัญหาคุยหลายต่อมากๆ คุยคนเดียวจบ” นี่ล่ะเหตุผลสำคัญเลยแหละที่ทำให้พี่เขาขายแต่โปสเตอร์ แล้วอยู่มาได้คงทนขนาดนี้

null

มาถึงคำถามสุดท้ายก่อนจะจากกัน มันเป็นคำถามง่ายๆที่เราอยากจะฟังคำตอบจากชายคนนี้เหลือเกิน… อยากรู้ว่าเสน่ห์ของโปสเตอร์หนังในความหมายของพี่สันติคืออะไร? “พี่ว่ามันก็เหมือนเวลาคนเราออกเดินทางหรือไปเที่ยว เราก็จะมีกล้องถ่ายรูปไว้เก็บบันทึกภาพความทรงจำติดตัวไปด้วยใช่ไหม? เทียบกับภาพยนตร์ก็เหมือนกัน… แน่นอนพี่ว่าทุกคนแหละ ถ้าเป็นคนชอบดูหนัง ชอบหนังเรื่องไหนก็ต้องหาซื้อเก็บ DVD เรื่องนั้นเอาไว้แน่นอน แต่พี่เชื่อว่ามันต้องมีคนส่วนนึงที่คิดเหมือนพี่ คนที่อยากจะเก็บภาพความทรงจำเอาไว้ในรูปแบบของโปสเตอร์ใบปิด คนที่หลงใหลในเสน่ห์ของมัน พี่ก็เลยมีความฝันเล็กๆที่อยากจะเป็นชื่อแรกๆ เวลาคนนึกถึงคำว่าโปสเตอร์หนัง” โอ… สำหรับเรื่องนี้ไม่รู้ว่าพี่คิดว่าตัวเองทำสำเร็จแล้วหรือยัง แต่เรากล้าพูดแทนทุกคนได้เลยว่า ถ้าพูดถึงการสะสมโปสเตอร์หนังไม่จำเป็นต้องเอาแค่ในไทย จะเอาระดับเอเชียหรือระดับโลกเลยก็ได้ ชื่อแรกที่แว่บเข้ามาในหัวตอนนี้ต้นๆคือชื่อ “สันติ หนังคลาสสิค” แน่นอน แสดงให้เห็นว่าเมื่อเรารักอะไรเราต้องทำมันให้สุด ขอยกนิ้วให้กับความทุ่มเทของพี่จริงๆ

ร้านหนังคลาสสิค 236/6-7 สยามสแควร์ซอย 2 (ใต้โรงหนังลิโด้โซนด้านนอก) ถ.พระราม 1 เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ
เวลาเปิด จันทร์-ศุกร์ 14.00-20.00 น. เสาร์-อาทิตย์ 14.00-19.00 น.

Writer: Pakkawat Tanghom 
Photographer: Pakkawat Tanghom 

RECOMMENDED CONTENT

10.พฤษภาคม.2019

Tokyo Marathon ปีนี้วิ่งยากที่สุด เพราะความหนาวและเปียกจากฝนที่ตกตลอด มาต่อกันกับตอนที่ 4 INSIDER JOURNY EP4 : วิ่งในงาน Tokyo Marathon กับภาระกิจ "ช่วย นิ้วกลม"