fbpx

CONTACT US

#TastingNote : How to order a Martini like a boss วิธีสั่ง ‘มาร์ตินี่’ แบบหล่อๆ ไม่เงิบ ไม่แป้ก
date : 25.สิงหาคม.2016 tag :

3322893 001

หากคุณมั่นใจว่าตัวเองเป็นสุภาพบุรุษมาดเท่ในบาร์ หรือตัวพ่อทุกปาร์ตี้อยู่แล้ว แค่ถือเครื่องดื่มสักแก้วในมือก็ฮอตปรอทแทบแตก เราบอกเลยว่าใจชื้นที่ได้ยินอย่างนั้น แต่ใครบอกละว่านั่นการันตีว่าคุณ ‘ดื่มเป็น’ !

และถ้าถามถึงค็อกเทล ‘มาร์ตินี่’ (Martini) คงเป็นคำตอบแรก ที่หนุ่มๆ หลายคนนึกถึง เพราะเป็นหนึ่งในค็อกเทลที่ได้รับความนิยมอย่างมาก แม้กระทั่งแก้วค็อกเทลทรงรูปตัววี มีก้านยาวยังได้รับการขนานนามว่า ‘แก้วมาร์ตินี่’ จนค็อกเทลอื่นๆ ที่ใส่ในแก้วแบบนั้นก็ต้องเรียกชื่อเป็น ‘มาร์ตินี่’ ตามไปด้วยโดยปริยาย แต่ปัญหาคือ แล้วมาร์ตินี่ที่เหมาะกับคุณคือแก้วไหนล่ะ? เพราะเมื่อคุณเอ่ยปากขอมาร์ตินี่กับบาร์เทนเดอร์ คุณอาจเจอชุดคำถามรัวกลับมาจนตั้งตัวไม่ทัน และถ้ามัวแต่เงอะงะเก้ๆ กังๆ ตอบไม่ได้ขึ้นมาละก็ คุณอาจถูกมองว่าเป็น ‘ตัวปลอม’ จนอาจหงายเงิบตรงหน้าบาร์เลยทีเดียว เพราะอย่างนี้ มาทำความรู้จักมาร์ตินี่ไว้กันแป้กก่อนดีกว่า

‘มาร์ตินี่’ มีส่วนประกอบอยู่ 3 ส่วน อย่างแรกคือเหล้าเป็นส่วนหลัก เพราะมีปริมาณถึง 75-80%  ซึ่งอาจจะเป็น จิน (Gin) หรือ ว้อดกา (Vodka) แล้วแต่ความนิยมของคนดื่ม ที่นิยมใช้กันในปัจจุบัน คือ Tanqueray Gin และ Ketel One Vodka เพราะกลิ่นและรสถูกใจค็อกเทลเลิฟเวอร์มากที่สุด ส่วนที่สองอีกประมาณ 10% คือ เวอร์มุธ (Vermouth) หรือสุราที่มีการหมักด้วยเครื่องเทศ สมุนไพร รากไม้ ซึ่งจะให้รสหวานและกลิ่นหอม และ 10-15 % ที่เหลือจะเป็นน้ำที่เกิดจากการละลาย ด้วยการใช้วิธีคนหรือการเขย่า ซึ่งจะเป็นตัวสร้างความกลมกล่อมให้แอลกอฮอล์ลดการบาดคอลง และทำให้รสชาติของมาร์ตินี่แก้วนั้นลงตัว

แต่ดีเทลของส่วนผสมนี่ละ ตัวปัญหาเวลาอยากจะขอมาร์ตินี่สักแก้ว!

“รับเป็นเหล้าอะไรดีครับ”

เมื่อเจอคำถามแรกแบบนี้เวลาเอ่ยของมาร์ตินี่ คุณต้องเลือกว่าอยากได้ จิน หรือ ว้อดกา ซึ่งจินจะเป็นเหล้าที่มีรสเครื่องเทศอย่างจูนิปอร์เบอรี่เป็นหลัก เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการขับน้ำลายมากขึ้น ให้ความรู้สึกว่ารสชาติชัดกว่าว้อดกา

Bartender using a shaker and pouring wine into the wine glass

“Shaken หรือ Stirred”  เขย่าหรือว่าคน

จริงๆ แล้ว ค็อกเทลที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำผลไม้ ปกติจะผสมโดยวิธีการคน เช่น มาร์ตินี่ จะคนเวอร์มุธกับน้ำแข็งในแก้วผสม แล้วเทออกปริมาณตามแต่ละสูตร จากนั้นก็ใส่เหล้าที่คุณเลือกลงไปคนอีกที ก่อนจะเทผ่านที่กรองลงในแก้วที่แช่เย็นไว้แล้ว แต่มาร์ตินี่ที่ผสมด้วยการเขย่านั้นมาพร้อมกับ James Bond 007 สายลับมาดสุภาพบุรุษกับประโยค  ‘shaken, not stirred’ เชื่อไหมว่าหลังจากภาพยนตร์เข้าฉาย มาร์ตินี่แบบเขย่าก็กลายเป็นอีกหนึ่งสูตรฮิตหนึ่งขึ้นมาทันที ซึ่งข้อดีของการเขย่าคือค็อกเทลจะเย็นเร็วกว่าการคน และอากาศที่เข้าไปผสมในเครื่องดื่มตอนเขย่าจะช่วยลดการบาดคอได้ด้วย

“รับแบบ Dry, Extra-Dry, Wet หรือ…ดีครับ”

เพราะเจ้าเวอร์มุธเป็นเหล้าที่มีทั้งรสทั้งกลิ่น ซึ่งอาจต้องเป็นคนจากเมืองที่คุ้นเคยกับเหล้าแบบนี้อยู่สักหน่อยถึงจะนิยมดื่มแบบ Wet Martini ที่มีปริมาณเวอร์มุธ 10% ตามสูตรปกติหรือมากกว่านั้น  แต่โดยทั่วไปมักดื่มแบบ Dry Martini คือการคนเวอร์มุธในแก้วผสมแล้วเทออกโดยให้เหลือติดอยู่ในที่ผสมบ้างสัก 1-2 มิลลิเมตรจากก้นแก้ว ก่อนจะใส่จิน หรือว้อดกาลงไป แต่ถ้าใครชอบแบบ Extra Dry Martini หรือ Bone Dry Martini ก็จะเทออกจากแก้วผสมจนหมด เหลือเวอร์มุธแค่ที่เคลือบแก้วผสมกับน้ำแข็งเท่านั้น

Glass

มาถึงเรื่องของแก้ว ปกติแก้วมาร์ตินี่จะเป็นแก้วคอกเทลมีก้านแบบที่เอ่ยไว้ข้างต้น เพราะเป็นเครื่องดื่มที่ต้องการให้เย็นนานๆ ความร้อนจากมือที่จับก้านแก้วจะได้ไม่กวนเครื่องดื่มแก้วโปรด  บอกบาร์เทนเดอร์ไปเลยว่า ขอแบบ ‘Straight up’  แต่ถ้าใครไม่ถนัดหรือไม่โปรดแก้วที่ดูหวือหวา ขอให้ใส่แก้วแบบ Rock Glass หรือ แก้วเหล้าธรรมดาๆ ก็ได้เหมือนกัน หรือถ้าอยากให้เติมน้ำแข็งมาด้วยก็สามารถขอ ‘On the rock’ ได้เลย แต่ถ้ามาร์ตินี่ของคุณจืดลงเพราะน้ำแข็งละลายก็ต้องทำใจนะ

a cup of martini with olive on a old pub

How to order a Martini like a boss dooddot 2

“Olive, Twist หรือ Gibson”

คือคำถามเรื่องการตกแต่งแก้ว คุณอาจงงว่ามันเกี่ยวอะไรด้วย แต่รู้ไหมว่ามันมีผลเรื่องรสชาติเหมือนกัน ถ้าคุณเลือก Olive บาร์เทนเดอร์จะใส่มะกอกดองลงไปในมาร์ตินี่ รสอาจจะเค็มขึ้นนิดหน่อย แต่ถ้าไม่ชอบรสนี้ ขอแบบ Twist  คือการใส่เปลือกเลมอนฝานบางๆ แล้วบิดเป็นเกลียวในแก้วจะได้กลิ่นสดชื่นขึ้น แต่ถ้า Gibson เขาจะใส่หัวหอมดองลูกจิ๋วมาให้ เอ้า เลือกได้ตามใจชอบ (แต่บาร์ทั่วไปจะถามเพียง ‘Olive or Twist’ เท่านั้นละ อย่าตกใจไป)

เมื่อไรลองชิมจนรู้ว่าชอบแบบไหน จะสั่งยาวแบบรวดเดียวจบเลยก็ได้เช่น “Tanqueray Dry Martini ใส่มะกอกนะครับ…อ้อ…Stirred นะ” เท่านี้ก็ดูดีมีมาดขึ้นแล้ว

แต่มาร์ตินี่ยังมีความหลากหลายมากกว่านั้น คุณสุภาพบุรุษอาจได้ยินชื่อสูตรที่แปลกหูออกไปอีก เช่น Dirty Martini สูตรนี้จะใส่น้ำที่ดองมะกอกลงไปด้วย หรือ Fifty Fifty Martini จะเป็นตัวที่ใส่เหล้าหลักกับเวอร์มุธในปริมาณที่เท่ากัน สำหรับแฟน James Bond ตัวจริง ถ้าได้ชมตอนที่ชื่อว่า Casino Royale คงจะได้ยินชื่อ Vesper Martini ซึ่งจะเป็นสูตรผสมด้วย Gordon’s Gin 3 ส่วน ว้อดก้า 1ส่วน และเวอร์มุธยี่ห้อ Kina Lillet ซึ่งตอนนี้ไม่มีขายแล้ว สามารถใช้เวอร์มุธของ Lillet Blanc หรือ Bianco Vermouth แทนก็พอกล้อมแกล้มไปได้

หรืออีกตัวหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือ Naked Martini บาร์เทนเดอร์จะนำว้อดก้าทั้งขวดเทออกสักนิด ผสมน้ำลงไปในขวดแล้วนำไปแช่เย็นจัด เมื่อมีคนสั่ง บาร์เทนเดอร์จะนำเวอร์มุธใส่ลงในแก้วมาร์ตินี่ที่เย็น แกว่งให้เวอร์มุธสัมผัสแก้วให้ทั่วแล้วเทออกให้หมด หยิบว้อดกาที่แช่เย็นจัดมารินลงไปในแก้ว เมื่อจะขอตัวนี้จากบาร์เทนเดอร์ ก็พูดสั้นๆ แต่ได้ใจความ เห็นไหม ง่ายจะตาย

เอ่อ…สาบานว่านี่คือขั้นพื้นฐานสุดๆ แล้วสำหรับมาร์ตินี่ เอาน่า แค่ให้เวลากับมันสักหน่อย รับรองว่าคราวหน้าไม่มีพลาดชัวร์!

How to order a Martini like a boss dooddot 5

สรุปขั้นตอนง่ายๆ สำหรับสั่งมาร์ตินี่แบบหล่อๆ :

Step 1:  เลือกเหล้าตัวหลัก “Tanqueray Gin or Ketel One Vodka”

Step 2:  วิธีผสม เขย่าหรือคน “Shaken or Stirred”

Step 3:  กำหนดปริมาณของเวอร์มุธ “Dry, Extra Dry or Wet Martini”

Step 4:  ตกแต่งแก้ว “Olive or Twist” หากชอบรสชาติมะกอกดองเป็นพิเศษก็ “Dirty Martini” โลด

Step 5:  เลือกแก้ว และต้องการน้ำแข็งหรือไม่ “Straight up or On the Rocks”

สูตรผสมมาร์ตินี่แบบคลาสสิค

– 75 ml. Tanqueray Gin or Ketel One Vodka

– 10.l. Dry Vermouth

1. คนเวอร์มุธในแก้วผสมกับน้ำแข็ง แล้วเทของเหลวออก

2. ใส่ Tanqueray Gin หรือ Ketel One Vodka ลงไป

3. คนให้เย็นจัด แล้วเทเฉพาะของเหลวลงแก้วมาร์ตินี่

4. ตกแต่งด้วยมะกอก ผิวมะนาวฝานตามชอบ