จากการเฟ้นหาสุดยอดเชฟรุ่นใหม่ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บนเวที ‘S.PELLEGRINO YOUNG CHEF 2018’ ผลปรากฎว่าครั้งนี้เชฟ Jim Ophorst เชฟ เดอ คูซีน (Chef de Cuisine) ของร้านอาหาร PRU จาก ตรีสรา ภูเก็ต และเชฟ พลอยอัมพร อายุเจริญ เชฟ เดอ ปาร์ตี (Chef de Partie) จากร้านอาหารอิตาเลียน ‘La Scala’ โรงแรมสุโขทัย กรุงเทพฯ สุดยอดเชฟ 2 ใน 10 คน เป็นตัวแทนประเทศไทย ผู้ก้าวเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปเป็นที่เรียบร้อย จากทั้งหมด 21 ภูมิภาคทั่วโลก
โดยเชฟ Jim Ophorst ได้ผ่านการคัดเลือกเพื่อเข้ารอบชิงชนะเลิศของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ครั้งนี้เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน ด้วยเมนูที่ส่งเข้าประกวดและได้รับการคัดเลือกคือ ‘ดอกกะหล่ำ’ (Cauliflower)
ส่วนเชฟ พลอยอัมพร อายุเจริญ เชฟสาวไทย ผู้ผ่านเข้ารอบเป็นครั้งแรก และที่น่าภูมิใจไปกว่านั้นคือเธอเป็นเชฟหญิงเพียงคนเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปีนี้ด้วย ซึ่งอาหารที่เธอคิดค้นและได้รับคัดเลือกกับเมนูชื่อเก๋ ‘โฉมงามกับอสูร’ (Beauty and the Beast)
ตั้งแต่นาทีนี้ไปจนถึงเดือนธันวาคม 2560 ผู้เข้ารอบสุดท้ายจากแต่ละภูมิภาคนั้นจะต้องแข่งขันพร้อมพบกับความท้าทาย ฝ่าด่านของแต่ละภูมิภาคนั้นๆ เพื่อเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนมิถุนายนปี 2561 สำหรับเชฟผู้เข้ารอบสุดท้ายแต่ละคนจะได้รับการจับคู่กับ ‘เมนทอร์ เชฟ’ (Mentor Chef) เชฟผู้ทรงคุณวุฒิผู้เป็นคณะกรรมการของแต่ละภูมิภาค โดยจะให้คำแนะนำ และฝึกสอนผู้เข้าแข่งขันอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมอาหารจานเด่นของพวกเขาให้พร้อมสำหรับรอบชนะเลิศระดับนานาชาติต่อไป!
ติดตามข้อมูลข่าวสาร เกี่ยวกับการแข่งขันได้ที่ www.sanpellegrino.com พร้อมเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับการกินการดื่ม บนนิตยสารออนไลน์ที่สนับสนุนโดยซานเปลเลกรีโน และอัคควา ปันนา ได้ที่ www.finedininglovers.com หรือ #SPyoungchef
—
RECOMMENDED CONTENT
‘School Town King’ แร็ปทะลุฝ้า ราชาไม่หยุดฝัน เป็นหนังสารคดีที่สร้างจากเรื่องจริงของ ‘บุ๊ค’ เด็กหนุ่มวัย 18 และ ‘นนท์’ วัย 13 ผู้เติบโตมาในชุมชนคลองเตย หรือที่ใครๆ ต่างรู้จักในอีกชื่อหนึ่งว่า ‘สลัมคลองเตย’ นอกจากความยากจนที่มาพร้อมกับสถานะทางสังคมที่เลือกไม่ได้แล้ว ทั้งบุ๊คและนนท์ยังไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับระบบการศึกษา รวมทั้ง หลักสูตรการเรียนการสอนที่เน้นแต่ความสำเร็จเชิงวิชาการก็ยิ่งทำให้เด็กเรียนไม่เก่งอย่างพวกเขาขาดความสนใจในชั้นเรียนลงไปเรื่อยๆ ระบบการศึกษาที่น่าจะเป็นความหวังและเท่าเทียมกันของเด็กทุกคน กลับยิ่งบีบบังคับและผลักไสให้พวกเขาเป็นแค่ ‘คนนอก’ ของสังคมไปโดยปริยาย




