fbpx

CONTACT US

VANS “LOVE ME” Collection for the month of LOVE
date : 13.กุมภาพันธ์.2013 tag :

VANS แบรนด์สตรีทแวร์สัญชาติอเมริกันหนึ่งในแบรนด์โปรดของผู้ที่ชื่นชอบการเล่นสเก็ตบอร์ดต้อนรับเดือนแห่งความรักด้วยโปรเจ็คพิเศษ Vans “LOVE ME” Spring 2013 Classics Collection ซึ่งเป็นการCollaboration กับ Curtis Kulig ศิลปินนิวยอร์กเกอร์เจ้าของผลงาน LOVE ME ที่ปรากฎอยู่ตามถนนหนทางในเมืองใหญ่ๆของโลกไปจนถึงบนแคนวาสในพิพิธภัณฑ์ศิลปะซึ่งนอกจากจะเป็นศิลปินสตรีทอาร์ตที่กำลังมาแรงในเวลานี้ Curtis Kulig ยังเป็นหนึ่งในผู้ที่หลงใหลการเล่นสเก็ตบอร์ดมาตั้งแต่ยังเด็กและเป็นสาวกรองเท้า VANSด้วยเช่นกัน

 

 

 

การจับมือทำงานร่วมกันในครั้งนี้งานศิลปะอันเป็นซิกเนเจอร์อย่าง LOVE ME ได้ถูกย้ายจากแคนวาสมาอยู่บนรองเท้า VANS Classic Shoes ทั้งหมด 3 รุ่นคือรุ่นแรกเริ่มอย่าง VANS Authentic สีแดง, Checkerboard Slip-On สลับสีขาวดำและ SK8-Hi Slim รุ่นที่มีลุคเฟมินินสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะซึ่งรองเท้าแต่ละรุ่นจะนำข้อความ LOVE ME มาดีไซน์ในรูปแบบแตกต่างกันไปทั้งเป็นแพทเทิร์นลายเพ้นท์และลายปัก

 

 

คอลเลคชั่นนี้ออกวางจำหน่ายเพื่อรับกับช่วงเทศกาลวาเลนไทน์  และ VANS จะจัด Exclusive Party เปิดตัวกันที่กรุงนิวยอร์กในคืนวันที่ 14 กุมภาพันธ์นี้  นอกจากนั้นยังมีอีกหนึ่งกิมมิกที่พ่วงมากับคอลเลคชั่น VANS LOVE ME นั่นก็คือ Mobile Valentine’s Card เพื่อสื่อ 5 ความรู้สึก  love me, kiss me, ignore me, hug meและ adore me โดยเป็นอนิเมชั่นข้อความสไตล์เดียวกับงานของ Curtis Kulig  แตกต่างตรงที่ตัวหนังสือเหล่านั้นถูกเขียนขึ้นมาจากเชือกรองเท้าการ์ดเซ็ทนี้ VANS เปิดโอกาสให้เอาไปใช้ส่งหากันทางโทรศัพท์แบบไม่เสียเงินถึงแม้จะน่าเสียดายที่มันไม่ได้ออกแบบมาสำหรับเบอร์โทรศัพท์ในประเทศไทยแต่ถ้าอยากดูหรืออยากส่งต่อให้ใครสักคนก็ลองเข้าไปได้ที่ www.vans.com/microsites/classics/loveme/

 

 

 

 

 

 

RECOMMENDED CONTENT

14.ธันวาคม.2020

‘School Town King’ แร็ปทะลุฝ้า ราชาไม่หยุดฝัน เป็นหนังสารคดีที่สร้างจากเรื่องจริงของ ‘บุ๊ค’ เด็กหนุ่มวัย 18 และ ‘นนท์’ วัย 13 ผู้เติบโตมาในชุมชนคลองเตย หรือที่ใครๆ ต่างรู้จักในอีกชื่อหนึ่งว่า ‘สลัมคลองเตย’ นอกจากความยากจนที่มาพร้อมกับสถานะทางสังคมที่เลือกไม่ได้แล้ว ทั้งบุ๊คและนนท์ยังไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับระบบการศึกษา รวมทั้ง หลักสูตรการเรียนการสอนที่เน้นแต่ความสำเร็จเชิงวิชาการก็ยิ่งทำให้เด็กเรียนไม่เก่งอย่างพวกเขาขาดความสนใจในชั้นเรียนลงไปเรื่อยๆ  ระบบการศึกษาที่น่าจะเป็นความหวังและเท่าเทียมกันของเด็กทุกคน กลับยิ่งบีบบังคับและผลักไสให้พวกเขาเป็นแค่ ‘คนนอก’ ของสังคมไปโดยปริยาย