fbpx

CONTACT US

เจาะลึก 28 ปี “Nike Air Max”กับแรงบันดาลใจที่ไม่เคยหยุดนิ่ง
date : 27.มีนาคม.2015 tag :

ก่อนหน้านี้หลายๆคนคงได้อ่าน ประวัติความเป็นมาของ Air-Sole ของรองเท้า Air Max แต่ละรุ่นกันบ้างแล้ว แต่ถ้าใครยังไม่ได้อ่าน สามารถเข้าไปอ่านกันได้ที่ https://www.dooddot.com/nike-air-max-history/ มาถึงคอลัมน์นี้กันบ้าง คราวนี้เราจะมาต่อกันที่ประวัติความเป็นมาของ Air Max รวมไปถึงแรงบันดาลใจของ ทิงเกอร์ แฮทฟิลด์ ผู้คิดค้นนวัตกรรมนี้ ว่าแต่ละรุ่นมีที่มาที่ไปกันอย่างไร รับรองว่าข้อมูลละเอียดเอาไปโม้กับเพื่อนได้เลย

null

AIR MAX 1

นวัตกรรมอาจไม่ใช่สิ่งที่มองเห็นได้เสมอไป แต่เมื่อใดก็ตามที่นวัตกรรมสักอย่างหนึ่งเป็นสิ่งที่มองเห็นได้ มันก็อาจสร้างแรงกระเพื่อมได้มากเกินกว่าจะวัดประเมินได้  ในปี 1987 ไนกี้ได้เปิดตัว ไนกี้ แอร์แม็กซ์ 1 (Nike Air Max 1) รองเท้ารุ่นแรกที่อวดนวัตกรรมให้เห็นได้อย่างชัดเจน  นวัตกรรมที่ว่าคือระบบรองรับแรงกระแทก ไนกี้แอร์ (Nike Air) ซึ่งได้กลายเป็นช่องทางใหม่ในเวลาอันรวดเร็วให้กับการแสดงออกถึงตัวตน สไตล์ และที่สำคัญอย่างยิ่งคือ ประสิทธิภาพอันแท้จริง  ไนกี้ แอร์แม็กซ์ 1 ปรากฏตัวขึ้นในฐานะของผู้สั่นสะเทือนและพลิกโฉมหน้าวงการ และนับจากนั้นเป็นต้นมา โลกของรองเท้าก็ได้เปลี่ยนไปตลอดกาล

ทิงเกอร์ แฮทฟิลด์ คือหัวหน้าทีมนักออกแบบที่พาแอร์แม็กซ์ออกมาโลดแล่นอย่างมีชีวิตชีวา ในตอนนั้นไนกี้แอร์ไม่ใช่สิ่งใหม่ โดยกระเปาะอากาศแอร์-โซล (Air-Sole Unit) ถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกในรุ่น ไนกี้ แอร์ เทลวินด์ (Nike Air Tailwind) เมื่อช่วงปลายปี 1978 แต่ในครั้งนั้นนวัตกรรมนี้ยังถูกหุ้มอยู่ภายในวัสดุโฟม

อย่างไรก็ตาม แฮทฟิลด์ซึ่งเป็นสถาปนิกผู้มากด้วยชั้นเชิงในการพลิกผันสถานการณ์ได้อย่างยอดเยี่ยม ได้นำแรงบันดาลใจมาจากงานสถาปัตยกรรมสวนกระแสแห่งหนึ่งในปารีส เขาตัดองค์ที่เป็นโฟมรอบๆ พื้นรองเท้าออกไปเพื่อเผยให้เห็นกระเปาะอากาศแอร์-โซลที่มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิม เปลือยขอบให้เห็นอย่างกล้าได้กล้าเสียว่ามีแอร์-โซลอยู่ในนั้นจริง

“ผมไปปารีสเพื่อเที่ยวชมบ้านเมือง แต่ก็ได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมศูนย์ศิลปะและวัฒนธรรมปงปีดูว์ (Pompidou Center) ด้วย” แฮทฟิลด์เล่า “มันเป็นอาคารที่เอาสิ่งที่โดยปกติจะซ่อนอยู่ข้างในกลับออกมาไว้ด้านนอก โดยผิวอาคารที่เป็นกระจกกลับไปซ่อนอยู่ข้างใน พอกลับมาโอเรกอนผมได้เข้าประชุมกับผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคที่กำลังออกแบบกระเปาะอากาศแอร์-โซลในขนาดที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม แล้วผมก็เชื่อมโยงความคิดขึ้นมาได้ว่า บางทีเราน่าจะเปลือยให้เห็นเทคโนโลยีแอร์-โซลดูบ้างและสร้างสรรค์รองเท้าสักรุ่นที่ไม่มีใครเหมือน”

ในตอนนั้นหลายคนมองว่านี่เป็นไอเดียที่หลุดโลกเกินไป แต่แฮทฟิลด์และทีมงานก็ยังเดินหน้าผลักดันต่อ และเพื่อทำให้รองเท้ารุ่นใหม่ยิ่งโดดเด่นท่ามกลางรองเท้าวิ่งรุ่นอื่นๆ ในยุคนั้น พร้อมกับตอกย้ำเนื้อความสื่อสารเรื่องการมองเห็นได้ (Visibility) ไนกี้ แอร์แม็กซ์ รุ่นแรกจึงมาในสีสันที่เด่นชัดสะดุดตา

รองเท้าตระกูล แอร์แม็กซ์ มีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องตลอด 28 ปีที่ผ่านมาผ่านการปรับโฉมได้อย่างติดตาติดใจนับร้อยรุ่น ทว่าการดำรงอยู่ของแต่ละรุ่นล้วนมีผลพวงบางส่วนมาจากความสุดยอดของ ไนกี้ แอร์แม็กซ์ 1 ด้วยกันทั้งสิ้น

null

AIR MAX 90

ไนกี้ แอร์แม็กซ์ 90 (Nike Air Max 90) เต็มไปด้วยสง่าราศี  แม้ในขณะที่ยืนอยู่นิ่งๆ รองเท้ารุ่นนี้ก็ยังดูเป็นชิ้นงานระดับมาสเตอร์พีซที่กำลังโลดแล่น

แอร์แม็กซ์ 90 เปิดตัวในปี 1990 และหากถือว่ารุ่นแรกคือรุ่นปี 1987 นี่ก็คือรองเท้ารุ่นที่ 4 จากตระกูลแอร์แม็กซ์ โดยรองเท้ามีองค์ประกอบของ ไนกี้แอร์ ที่ใหญ่ขึ้นกว่ารุ่นก่อนๆ อย่างไรก็ตาม คุณสมบัติที่นิยามรองเท้ารุ่นนี้คือความงามที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเลื่อนไหล แฮทฟิลด์ตระหนักดีว่าเค้าโครงของมันจะสัมผัสพื้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการวิ่ง การออกแบบจึงมุ่งกระตุ้นความรู้สึกของการเคลื่อนไหวไปข้างหน้า

นอกจากนี้ แอร์แม็กซ์ 90 ยังผสานแผ่นพลาสติกลายเซาะร่องพร้อมแนวรูร้อยเชือกเพิ่มพิเศษเพื่อสร้างความกระชับอย่างสมบูรณ์แบบ องค์ประกอบสำคัญอีกอย่างคือสีสัน โดยเฉดสีแดงเจิดจ้าของรองเท้า ซึ่งต่อมาเป็นที่เรียกขานกันว่า “อินฟราเรด” (Infrared) ช่วยเน้นความโดดเด่นให้กับ Air-Sole เป็นเฉดสีที่ยากเกินจะรอดพ้นสายตา และยังคงเป็นคุณลักษณะที่บ่งบอกความเป็น แอร์แม็กซ์ 90 เช่นเดียวกับรูปทรงของรองเท้า

แอร์แม็กซ์ 90 ได้รับความนิยมตั้งแต่เริ่มเปิดตัวและเป็นสัญลักษณ์แห่งทศวรรษใหม่อีกด้วย ในปีต่อๆ มานักออกแบบของไนกี้ได้ปรับเปลี่ยนเค้าโครงใหม่ แต่มันก็ยังคงรองเท้าซึ่งเป็นที่ต้องการและเป็นรุ่นที่ขาดไม่ได้อยู่ตลอดไป

null

AIR MAX 180

ไนกี้ แอร์แม็กซ์ 180 ถือกำเนิดขึ้นจากความคิดอ่านร่วมกันของแฮทฟิลด์กับนักออกแบบซึ่งเป็นผู้สร้างสรรค์ แอร์ฟอร์ซ 1 (Air Force 1) คือ บรู๊ซ คิลกอร์  บุคคลผู้เป็นตำนานทั้งสองมุ่งสู่เป้าหมายที่จะทำให้สามารถเห็น Air-Sole ของแม็กซ์แอร์ (Max Air) ได้ทั้งที่พื้นรองเท้าชั้นกลางและชั้นนอก ซึ่งช่วยเน้นคุณสมบัติของรองเท้าในการรองรับแรงกระแทก 180 องศา

หน้ารองเท้ามีปลอกด้านในแบบ Stretch Dynamic ใหม่ที่ยืดหยุ่นตามการขยับตัวของเท้า ในขณะที่ส้นรองเท้ามีเบ้าขอบขึ้นรูปเพื่อพยุงส้นเท้า ลายเซาะร่องพื้นที่ปลายเท้าถือเป็นช่วงต้นๆ ของการทดลองเพื่อมอบการเคลื่อนไหวที่เป็นธรรมชาติ

Air-Sole ของรองเท้ารุ่นนี้กลายเป็นที่จดจำไปทั่วโลกในเวลาอันรวดเร็ว และเช่นเดียวกับเมื่อครั้งที่ไนกี้เปิดตัว แอร์แม็กซ์ 1 ด้วยภายนตร์โฆษณาได้อย่างติดตา การเปิดตัวของ แอร์แม็กซ์ 180 ได้แรงหนุนจากภาพยนตร์โฆษณาที่ร่วมสร้างสรรค์ขึ้นโดยนักเขียนการ์ตูนฝีมือระดับตำนาน ยอดฝีมือด้านเอฟเฟ็คท์พิเศษ และผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดัง

null

AIR MAX 93

สำหรับ ไนกี้ แอร็แม็กซ์ 93 (Nike Air Max 93) พลังขับเคลื่อนอยู่ที่การทำให้มองเห็นองค์ประกอบข้างในได้ แล้วคุณจะทำอย่างไรให้ผู้ที่คุณเคยเซอร์ไพรส์มาครั้งแล้วครั้งเล่าได้รู้สึกตื่นตะลึงอีก? หัวใจของมันอยู่ตรงกระเปาะที่ส้นรองเท้ามาโดยตลอด แล้วทำไมไม่ทำสุดขีดไปเลยล่ะ? ผลงานสร้างสรรค์ชิ้นล่าสุดของแฮทฟิลด์เป็นการต่อยอดลายเซาะร่องเพื่อความยืดหยุ่น (Flex Groove) ของ แอร์แม็กซ์ 90 และยังใช้ปลอกเท้าด้านในแบบ Dynamic-Fit ที่ทำจากยางนีโอพรีนเพื่อประคองเท้าและข้อเท้าอีกด้วย

นอกจากนั้นยังมีเรื่องที่เกินกว่าจะบอกว่าเป็นเรื่องเล็กๆ ได้ คือ Air-Sole ที่มองเห็นได้ 270 องศา ได้แรงบันดาลใจมาจากเหยือกนมพลาสติก โดยเป็นการเป่าขึ้นรูปด้วยเทคโนโลยีทางวิศวกรรมที่มีความแม่นยำสูง มันได้สร้างมาตรฐานใหม่ของระบบรองรับแรงกระแทกขึ้นโดยสมบูรณ์แบบ และยังได้กลายเป็นรากฐานสำคัญให้กับการออกแบบ Air-Sole ที่ปลายเท้าอีกด้วย

null

AIR MAX 95

ไนกี้ แอร์แม็กซ์ 95 (Nike Air Max 95) ไม่ได้เป็นแค่รองเท้า แต่มันคือรองเท้าตระกูลแอร์แม็กซ์ที่มีความแตกต่างอย่างแท้จริง

รองเท้าไนกี้แอร์แม็กซ์ 95 ซึ่งออกวางจำหน่ายในปี 1995 นั้นเป็นรองเท้ารุ่นแรกในตระกูลแอร์แม็กซ์ที่โชว์นวัตกรรมไนกี้แอร์บริเวณฝ่าเท้า ซึ่งนวัตกรรมใหม่ล่าสุดช่วยสำหรับในการรองรับแรงการกระแทกจากการวิ่งโดยใช้ชิ้นส่วนไนกี้แอร์ถึง 2 ชิ้นเพื่อให้นักวิ่งรู้สึกถึงความสบายกว่าเดิม นอกจากนี้ รองเท้าแอร์แม็กซ์ 95 ยังเป็นรองเท้ารุ่นแรกในตระกูลแอร์แม็กซ์ที่ใช้บริเวณกลางส้นรองเท้าเป็นสีดำ ซึ่งแตกต่างไปจากลักษณะของรองเท้าวิ่งปกติ

การใช้ชิ้นส่วนไนกี้แอร์ถึง 2 ชิ้นถือเป็นส่วนหนึ่งของแรงบันดาลใจที่สำคัญของการสร้างสรรค์รองเท้ารุ่นนี้จากร่างกายของมนุษย์ ส่วนบริเวณกลางส้นรองเท้าซึ่งเป็นเสมือนศูนย์กลางของงานออกแบบนั้นได้รับแรงบันดาลใจจากกระดูกสันหลัง ด้านข้างรองเท้าที่ผลิตจากไนล่อนเปรียบเสมือนซี่โครง ในขณะที่ช่วงบนของรองเท้าและหน้ารองเท้าเปรียบเสมือนผิวหนังและกล้ามเนื้อ

การไล่สีหน้ารองเท้าที่เป็นสีมืดนั้นเป็นความตั้งใจของไนกี้ที่จะให้รองเท้าดูไม่สกปรกแม้วิ่งบนเส้นทางแบบใดก็ตาม รายละเอียดอื่นๆเช่นการวางตำแหน่งตราสัญลักษณ์ของไนกี้ ตัวพิมพ์แบบใหม่ และการใส่สีในชิ้นส่วน Air-Sole จากภายในตัวชิ้นส่วนถือเป็นไฮไลท์ที่ทำให้รองเท้ารุ่นนี้มีความน่าจดจำเฉกเช่นรองเท้าแอร์แม็กซ์ 1 และแอร์แม็กซ์ 90

แอร์แม็กซ์ 95 ถือเป็นโฉมหน้าใหม่ของการออกแบบและเป็นปรากฏการณ์ไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นนิวยอร์ก ลอนดอน หรือโตเกียว มีผู้คนจำนวนมากอยากสวมใส่นวัตกรรมแห่งอนาคต และรองเท้ารุ่นนี้ยังคงดึงดูดความสนใจของผู้คนได้จนถึงปัจจุบัน

null

AIR MAX 97 

ด้วยชิ้นส่วน Max Air 97 ที่ยาวตลอดตัวรองเท้า แอร์แม็กซ์ 97 จึงถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของไนกี้ รองเท้ารุ่นนี้จำเป็นต้องมีหน้ารองเท้าที่สอดรับกับนวัตกรรมที่โดดเด่นนี้ เมื่อแรกผลิต รองเท้ารุ่นนี้มีสีเงินและได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากรถไฟความเร็วสูงในกรุงโตเกียว ชิ้นส่วนที่เป็นเงาทำให้รองเท้ารุ่นนี้มีลักษณะราวกับเปล่งประกายได้ด้วยตัวเอง รองเท้ารุ่นนี้ยังถือเป็นรองเท้ารุ่นคลาสสิกที่สะท้อนถึงยุคแม็กซิมัลลิซึ่ม ยุคที่การแต่งเติมรายละเอียดมากๆไม่ว่าในเรื่องภาพยนตร์ ดนตรี หรือสไตล์ ซึ่งทำให้รองเท้าคู่นี้ถือเป็นดีไซน์คลาสสิกรุ่นหนึ่ง

null

AIR MAX 2003 

หน้ารองเท้าที่เรียบง่ายและคุณสมบัติการรองรับแรงกระแทกที่ดียิ่งกว่าเดิมคือจุดเด่นของไนกี้แอร์แม็กซ์รุ่นปี 2003 สำหรับรองเท้ารุ่นนี้ได้ยืมชิ้นส่วน  Air Sole แบบเดียวกับรองเท้าแอร์แม็กซ์ 97 แต่ได้รับการปรับปรุงด้วยเทคโนโลยีการหล่อขึ้นรูป การประกอบ และคุณสมบัติใหม่ที่ช่วยให้ตัวเท้ามีระยะห่างจากพื้นน้อยลงเพื่อการเคลื่อนไหวที่ดียิ่งขึ้น สำหรับรองเท้ารุ่นนี้ มีการเลือกนำเสนอสีของรองเท้าที่ดูเรียบง่ายขึ้นแทนที่จะใช้สีสันที่สะดุดตาเหมือนรองเท้ารุ่นก่อนหน้าในตระกูลแอร์แม็กซ์

หน้ารองเท้าของรองเท้ารุ่นนี้ผลิตจากวัสดุพิเศษของเทจิน (Teijin) แบบเดียวกับที่ใช้ผลิตปุ่มสตั๊ดและปุ่มของรองเท้ากรีฑาและฟุตบอล วัสดุนี้ช่วยให้รองเท้ามีน้ำหนักเบากว่าเดิม มีรูปลักษณ์ที่ดูพรีเมี่ยมแต่แฝงไปด้วยความดุดัน และให้ความรู้สึกนุ่มสบายตั้งแต่ใส่ครั้งแรก

null

AIR MAX 360 

แอร์แม็กซ์ 360 เป็นรองเท้าที่ได้รับการรังสรรค์ให้ผู้สวมใส่รู้สึกราวกับเดินอยู่บนอากาศจากรองเท้าแอร์แม็กซ์คู่แรกเมื่อเกือบ 20 ปีก่อน รองเท้ารุ่นนี้ใช้ชิ้นส่วน Max Air ที่มีสมดุลดียิ่งขึ้น มีการลดจำนวนโฟมที่ใช้คั่นกลางระหว่างเท้ากับชิ้นส่วน Air-Sole และมีการใช้เทคนิคการขึ้นรูปด้วยความร้อนเป็นครั้งแรกเพื่อการสร้างชิ้นส่วนซัพพอร์ทแบบ 360 องศา

รองเท้ารุ่นนี้ใช้สีเดียวกับรองเท้าแอร์แม็กซ์ 1 เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการสร้างสรรค์ในรองเท้ารุ่นนี้ พร้อมกับการใช้เทคนิคการทำลวดลายบนหน้ารองเท้าที่ใช้เลเซอร์เพื่อให้ความรู้สึกที่คล้ายคลึงกับรองเท้าแอร์แม็กซ์ 95 แต่รองเท้ารุ่นนี้มีรุ่นที่ผลิตเป็นจำนวนจำกัดซึ่งใช้หน้าผ้าแบบต่างๆของรองเท้าแอร์แม็กซ์หลากหลายรุ่นที่เป็นเอกลักษณ์ด้วย

null

AIR MAX 2015 

แอร์แม็กซ์ 2015 เป็นการนำเสนอนวัตกรรมใหม่ไปและฉีกกฏเกณฑ์รองเท้าพร้อมๆกัน รองเท้าวิ่งรุ่นล่าสุดในตระกูลแอร์แม็กซ์นี้มีหน้ารองเท้าที่สอดรับกับชิ้นส่วน Max Air รุ่นปี 2013 ที่มีความยืดหยุ่นสูงและให้ความรู้สึกนุ่มขณะสวมใส่กว่าเดิม นอกจากนี้ รองเท้ารุ่นนี้ยังเป็นรองเท้ารุ่นแรกในตระกูลแอร์แม็กซ์ที่มีหน้ารองเท้าแบบสังเคราะห์ที่น้ำหนักเบา ระบายอากาศได้ดี และเกือบจะไร้ฝีเข็มโดยสิ้นเชิง หน้ารองเท้านี้จะทำงานร่วมกับนวัตกรรมไนกี้ฟลายไวร์ (Flywire) เพื่อช่วยรองรับเท้า แนวคิดของการใช้โครงสร้างแบบท่อและพื้นรองเท้าที่ยืดหยุ่นได้ดีกว่าที่เคยช่วยให้นักวิ่งรู้สึกสบายขณะวิ่งกว่าเดิม การออกแบบตราสัญลักษณ์ของไนกี้แบบกลับด้านยังถือเป็นสัญญาณของการเริ่มต้นยุคสมัยใหม่ของรองเท้าตระกูลแอร์แม็กซ์อีกด้วย

null

Air Max Zero

ย้อนกลับไป 29 ที่แล้ว จากจุดเริ่มต้นที่ของ ทิงเกอร์ แฮทฟิลด์ นักออกแบบรองเท้าระดับตำนานของ ไนกี้ เล่าให้ฟังถึงภาพร่างของอากาศที่มองเห็นได้ (Visible Air) ชิ้นแรกๆ ของเขา ณ ตอนนั้นไนกี้แอร์ได้เปิดตัวไปแล้วและประสบความสำเร็จอย่างสูงในกลุ่มผู้ที่ชื่นชอบการวิ่ง แต่แฮทฟิลด์คิดว่าแค่นั้นยังไม่พอ เรื่องของอากาศที่อยู่ใต้เท้าน่าจะต้องมีการขยายความให้เกรียวกราวยิ่งขึ้นอีก  ตอนนั้นไนกี้กำลังพัฒนา Air-Sole เหล่านี้ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิมอีก และคิดว่าน่าจะต้องให้ใครๆ ได้เห็นมันและเข้าใจว่ามันคืออะไร ซึ่งที่นั่นเขาเยี่ยมชมศูนย์ศิลปวัฒนธรรมปงปีดูว์ (Centre Pompidou) และเกิดแรงบันดาลใจจากการออกแบบตัวอาคารที่โดดเด่นไม่เหมือนใครด้วยการตลบเอาสิ่งที่ควรอยู่ข้างในออกมาไว้ข้างนอก เมื่อกลับถึงโอเรกอนเขาเริ่มลงมือออกแบบ และนำแนวคิดอากาศที่มองเห็นได้ ออกมาโลดแล่นอย่างมีชีวิตในร่างของรองเท้าวิ่ง ที่ปฏิวัติวงการนี่คือเรื่องราวที่คนส่วนใหญ่รับรู้ แต่เรื่องราวทั้งหมดไม่ได้มีอยู่แค่นั้น การออกแบบ ไนกี้ แอร์แม็กซ์ 1 ไม่ได้เสร็จสิ้นในคราวเดียว ที่จริงแล้วมันเป็นผลจากภาพร่างหลากหลายแบบ โดยหนึ่งในแบบแรกๆ ที่สุดก็คือแนวคิดของ แอร์แม็กซ์ ซีโร่ ซึ่งในการร่างแบบนี้แฮทฟิลด์ยังไม่ทราบในทีแรกว่าเขากำลังใช้แนวทางการออกแบบที่ทำให้ต้องรอ 29 ปีจึงจะทำให้เป็นจริงได้

ในเวลานี้ กรีม แม็คมิลแลน รับหน้าที่การออกแบบ Air Max Zero จึงเติมความก้าวล้ำด้วยการบรรจุนวัตกรรมล่าสุดของไนกี้เข้าไป โดยประกอบไปด้วยเทคโนโลยีต่างๆ อาทิ พื้นรองเท้าชั้นนอก แอร์แม็กซ์ 1 อัลตร้า (Air Max 1 Ultra) ที่เพิ่งเปิดตัวในรองเท้ารุ่น แอร์แม็กซ์ 1 อัลตร้ามัวร์ (Air Max 1 Ultra Moire) ซึ่งมีโครงสร้างไฟลอน (Phylon), หน้ารองเท้าแบบเชื่อมติดกัน (Fused Upper) ที่ช่วยลดความหนาโดยที่ไม่สูญเสียคุณสมบัติในการประคองเท้า, และวัสดุตาข่ายซึ่งเป็นด้ายเส้นใยยาวชนิดเส้นเดี่ยว (Monofilament Yarn) ซึ่งช่วยให้สามารถสร้างหัวรองเท้าพิเศษโดยที่ไม่สูญเสียคุณสมบัติในการระบายอากาศไป ทั้งหมดนี้ทำให้แนวคิดแรกเริ่มของแฮทฟิลด์เป็นจริง แนวคิดที่เกิดขึ้นก่อนจะมี Air Max 1

Nike Thailand
Website : http://www.nike.com/th/th_th/

RECOMMENDED CONTENT

28.มิถุนายน.2019

สมการรอคอยจริง ๆ สำหรับเพลงใหม่ล่าสุด “สอนใคร” (Teach) จากอีพีอัลบั้ม “Arakgochina” (อาราโกชิน่า) ของศิลปินหนุ่มหล่อมาดเซอร์ “เป้ อารักษ์”  หรือ “เป้ – อารักษ์ อมรศุภศิริ” สังกัดค่ายเพลง What The Duck ที่ก่อนหน้านี้ปล่อยเพลงสร้างเซอร์ไพร์สแฟนเพลงมาแล้ว 2 เพลง