fbpx

CONTACT US

“Jake Bugg” นักร้องวัย 19 ปีจากเกาะอังกฤษ กำลังจะกลับมาอีกครั้งกับสตูดิโออัลบั้มชุดที่สอง “Shangri La” ที่คอเพลง indie-rock ทั้งหลายควรฟัง
date : 13.พฤศจิกายน.2013 tag :

ตอนนั้นเรายังอยู่ที่อังกฤษ จำได้ว่าเห็น Jake Bugg ครั้งแรกจากการดูทีวีเปลี่ยนช่องไปเรื่อยๆ จนไปเจอช่องของ BBC รู้สึกจะเป็นรายการเพลงอะไรสักอย่างที่กำลังทำการถ่ายทอดสดมาจากเทศกาลดนตรี ตอนนั้นทางรายการได้ตัดมาที่ห้องสตูดิโอที่มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่บนม้านั่งโดยในมือถือกีต้าร์เตรียมร้องเพลง และแล้วเด็กหนุ่มคนนี้ก็เริ่มดีดกีต้าร์และเปล่งเสียงร้องออกมา ความรู้สึกแรกของเราทันทีหลังจากที่ได้ยินเสียงร้องของเขาก็คือ….เจ้าเด็กหนุ่มหน้ามึนคนนี้เป็นใครกัน ทำไมเสียงร้องและสไตล์ดนตรีทำให้เรานึกไปถึงนักร้องในตำนานอย่าง Bob Dylan ได้ เด็กคนนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ เรานั่งดูเขาเล่นจนจบเพลงโดยที่ตอนนั้นเรายังไม่รู้ว่าเขาคือใคร แต่ไม่นานหลังจากนั้น ไม่ว่าจะไปที่ร้านเพลง หรือตอนฟังวิทยุ เพลงของเด็กหนุ่มคนนี้ก็เริ่มเปิดถี่ขึ้นเรื่อยๆจนในที่สุดเราก็รู้ว่าเด็กหนุ่มที่มีสไตล์ดนตรีออกจะผิดยุคผิดสมัยคนนี้มีชื่อว่า “Jake Bugg” นี่เอง

ที่เราบอกว่าดนตรีของ Jake Bugg นั้นออกจะผิดยุคผิดสมัยก็เพราะว่าร้อยทั้งร้อยเมื่อใครก็ตามที่ได้ฟังดนตรีของเขา ต้องนึกถึงสไตล์ดนตรีของศิลปินระดับตำนานอย่าง Bob Dylan หรือแม้กระทั่งวง The Beatles ในยุคแรกๆ เพราะเสียงร้องและดนตรีของ Jake Bugg นั้นมีกลิ่นอายของดนตรีโฟล์คและดนตรีสไตล์ร็อคแอนด์โรลในช่วงยุค 60s ตลบอบอวลอยู่เต็มไปหมด ซึ่งทำให้การฟังดนตรีของ Jake Bugg นั้นให้ความรู้สึกที่ไม่ซ้ำซากจำเจและกลับทำให้เรารู้สึกถึงความสดใหม่ในการให้ทางเลือกต่อนักฟังเพลงรุ่นใหม่ ที่ทุกวันนี้พวกเราได้ถูกกรอกหูด้วยเพลงป๊อปตลาดที่เต็มไปด้วยเสียงสังเคราะและทำนองเดิมๆจนหูชา

ถ้าใครยังไม่รู้จักหรืออาจจะเคยได้ยินเพลงของ Jake Bugg แบบผ่านๆโดยที่ไม่รู้ว่าเพลงที่ได้ยินเป็นของเขาแล้วละก็ วันนี้เราขอพูดถึงประวัติของเด็กหนุ่มคนนี้อย่างเป็นทางการเลยแล้วกัน Jake Bugg นักร้อง นักดนตรี และ นักแต่งเพลงวัย 19 ปีคนนี้เกิดและเติบโตที่เมือง Nottingham ประเทศอังกฤษ เขาเริ่มเล่นกีต้าร์ตั้งแต่อายุ 12 ปีหลังจากที่ลุงของเขาแนะนำเครื่องดนดรีนี้ให้เล่น แต่มารู้สึกอินและหลงไหลในดนตรีแบบจริงจังหลังจากที่ได้ยินเพลง “Vincent (Starry, Starry Night)” ของ Don McLean ตอนที่เขากำลังดูทีวีโชว์ The Simpsons ในช่วงที่ Bugg อยู่มัธยมปลาย เขาได้ขึ้นเวทีเล่นดนตรีเป็นครั้งแรกและได้เสียงตอบรับที่ดีจากเพื่อนๆ จนหลายคนเชียร์ให้เขาไปออดิชั่นที่รายการ Britain’s Got Talent แต่เขากลับปฏิเสธหัวชนฝาโดยให้เหตุผลว่าโชว์นั้น “ดูไม่จริงใจและไม่มีความเป็นธรรมชาติ“ พออายุได้ 16 ปี Bugg ตัดสินใจไม่เรียนต่อและหันมามุ่งมั่นกับการแต่งเพลงและเล่นดนตรีของตัวเอง ซึ่งได้อิทธิพลมาจาก The Beatles, Johnny Cash, Oasis, Donovan, The Everly Brothers และ Jimi Hendrix หลังจากนั้นหนึ่งปีชีวิตนักดนตรีของ Bugg ก็เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการหลังจากที่เขาได้รับเลือกจากทาง BBC ให้ไปแสดงบนเวที “Introducing” ของเทศกาลดนตรียักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง 2011 Glastonbury Festival การแสดงบนเวทีครั้งนั้นของ Bugg เหมือนเป็นใบเบิกทางให้เขาเข้าสู่วงการเพลงอย่างแท้จริง เพราะหลังจากนั้นเขาก็ได้เซ็นสัญญากับทาง Mercury Records และเพลงหลายเพลงของเขาก็ได้ถูกเปิดในหลายๆช่วงของรายการวิทยุ BBC Radio ที่พิเศษไปกว่านั้น เพลง “Country Song” ของเขายังถูกเลือกใช้ไปประกอบโฆษณาเบียร์ยี่ห้อ Greene King IPA อีกด้วย

ส่วนสตูดิโออัลบั้มแรกในชีวิตของ Bugg ที่ใช้ชื่อว่า “Jake Bugg” นั้นได้ออกวางจำหน่ายเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2012 และภายในไม่กี่วันอัลบั้มนี้ก็สามารถเปิดตัวที่อันดับหนึ่งบน UK Albums Chart รวมทั้งทยอยไต่อันดับบนชาร์ตเพลงของประเทศอื่นๆในยุโรปอย่าง เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ และ Irish Albums Chart ซึ่งพีคสูงสุดอยู่ที่อันดับแปด อัลบั้มนี้รวมแล้วขายได้มากกว่า 450,000 ก๊อปปี้ในประเทศอังกฤษและได้กลายเป็น certified platinum album ในที่สุด ส่วนซิงเกิ้ลดังๆจากอัลบั้มนี้ที่เราแนะนำก็คือ “Lightning Bolt” (ซึ่งก็คือเพลงทำนองกวนๆที่เราได้ยินตอนเปิดทีวีไปเจอ Bugg ครั้งแรก แล้วทำให้เรานึกถึง Bob Dylan นั่นแหละ) “Taste It” และ “Two Fingers” ซึ่งเป็นหนึ่งในเพลงเด่นของอัลบั้มนี้ โดยทาง NME ให้คะแนนอัลบั้มนี้มากถึง 9 เต็ม 10 และชมความเป็นตัวของตัวเองของ Bugg รวมทั้งสไตล์ดนตรีและไหวพริบของเด็กหนุ่ม นักวิจารณ์ของ NME ได้กล่าวถึงเพลง “Two Fingers” และธีมของอัลบั้มโดยรวมว่ามันได้สะท้อนถึงโลกของ Bugg ที่กำลังจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง นั่นก็คือจากเด็กบ้านนอกที่ไม่ค่อยมีเป้าหมายอะไรในชีวิต สู่การเป็นนักดนตรีอย่างเต็มตัวนั่นเอง ด้วยความเป็น storyteller หรือ” นักเล่า” ผ่านเสียงเพลงของ Bugg นักวิจารณ์เพลงหลายๆคนจึงตั้งฉายาให้ Bugg เป็น “an East Midlands Bob Dylan” แต่ Bugg กลับไม่ค่อยเห็นด้วยกับฉายานี้ โดยกล่าวว่า “แน่นอน Bob Dylan เจ๋งและเยี่ยมยอดอยู่แล้ว แต่เขาไม่ใช่อิทธิพลหลักของผม” แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เพราะซาวด์ดนตรีที่แตกต่างจากศิลปินวัยรุ่นคนอื่นของยุคนี้ บวกกับเนื้อเพลงที่เต็มไปด้วยไหวพริบแบบตลกร้าย จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่เขาจะเป็นหนึ่งในผู้เข้าชิงรางวัล 2013 Brit Award ในสาขา “British Breakthrough Act” ที่ได้รับการโหวตจากผู้ฟังคลื่นวิทยุ BBC Radio 1 ซึ่งตัวเขาเองได้บอกว่าโอกาสที่เขาจะได้รางวัลนั้นคงเป็นไปได้ยาก แต่เขากลับไม่ค่อยแคร์เท่าไหร่ เพราะเขาคิดว่าเขาไม่จำเป็นที่จะต้องได้รางวัลเพื่อเป็นแรงผลักดันให้ตัวเองแต่งเพลงและเล่นดนดรีในอนาคต (ส่วนรางวัลในสาขานี้ตกเป็นของ Ben Howard ศิลปินชาวอังกฤษอีกคน)

และดูท่า Jake Bugg จะยึดมั่นในคำพูดของตัวเอง เพราะเพียงแค่ 13 เดือนหลังจากที่ปล่อยอัลบั้มแรกออกมา ตอนนี้เขาก็ได้กลับมาแล้วกับอัลบั้มชุดที่สองที่ใช้ชื่อว่า “Shangri La” ซึ่งตั้งตามชื่อของสตูดิโออัดเสียง Shangri-La ที่เมืองมาลิบูรัฐแคลิฟอร์เนียที่เขาได้ทำการอัดเสียงเพลงส่วนใหญ่ในอัลบั้มนี้ โดยได้ Rick Ruben โปรดิวเซอร์มือฉกาจที่เคยโปรดิวซ์เพลงให้กับ Beastie Boys, Run DMC และ Kanye West มาร่วมทำงานด้วย สำหรับซิงเกิ้ลแรกที่ปล่อยออกมาจากอัลบั้มนี้ก็คือเพลง “What Doesn’t Kill You” เพลงอินดี้ร๊อคที่มีเสียงกีต้าร์ไฟฟ้าและจังหวะกลองเร็วๆสนุกๆที่ฟังแล้วทำให้นึกไปถึงวง Arctic Monkeys ชอบกล และปรากฏว่าหนึ่งในมือกลองที่มาร่วมแจมในอัลบั้มนี้ก็คือ Pete Thomas ที่ร่วมงานกับวง Arctic Monkeys จริงๆในอัลบั้มล่าสุดของวงอย่าง “AM” อัลบั้ม Shangri-La นี้จึงเป็นอัลบั้มที่เต็มไปด้วย energy มันส์ๆ และเพลง “What Doesn’t Kill You” นี้ก็เป็นหนึ่งเพลงในอัลบั้มที่อัดแน่นไปด้วยคุณภาพและติดหูมากที่สุดของ Bugg

สำหรับอีก 11 เพลงในอัลบั้มนี้จะเป็นอย่างไรคงต้องไปฟังกันเอาเองหลังจากที่อัลบั้มนี้วางแผงในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2013 แต่ที่แน่นอนก็คืออัลบั้มนี้จะสะท้อนให้เห็นถึงความคิดและความมั่นใจอันเต็มเปี่ยมของเด็กหนุ่มวัยรุ่นนักร้อง/นักแต่งเพลงที่น่าจับตามองมากที่สุดในวงการเพลงตอนนี้ ถึงตัวจะเล็กแต่ขอบอกว่าฝีมือนั้นไม่เล็กและไม่ธรรมดาแน่นอน!

Writer: Thip S. Selley

RECOMMENDED CONTENT

1.พฤศจิกายน.2019

ต่อไปนี้หากคุณและเราถูกผรุสวาทด้วยคำประเภทว่า ไอ้สัตว์, ไอ้สัด, ไอ้สัส หรือ ไอส๊าสสสสส ก็อย่าเพิ่งโกรธไป เพราะเราเองนี่แหละที่อาจกำลังกลายเป็นสัตว์ (ป่า) กันอยู่ในทุกๆ วัน! I Gone wild (everyday) คือเอ็กซิบิชั่นที่อยากให้เรากลับไปทบทวนความ ‘ดิบ’ ในตัวเอง ว่าสัตว์ในตัวเราคืออะไร และเรายังเหลือความเป็นมนุษย์กันอยู่มากน้อยแค่ไหน!?