ผ่านมาสิบกว่าปีแล้ว กับกระเป๋ารุ่น “Bao Bao” ของแบรนด์ชั้นนำจากญี่ปุ่น Issey Miyake หลังจากเปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2000 แต่จนถึงทุกวันนี้ กระเป๋ารุ่นดังกล่าวก็ยังคงครองใจสาวไทยอย่างเหนียวแน่น เรียกได้ว่าดีกรีความฮอตนี่ไม่มีทีท่าว่าจะลดลงแม้แต่น้อย จนทำให้หลายคนสงสัยว่าทำไมกระเป๋ารุ่น Bao Bao นี้ ถึงได้รับความนิยมเหลือเกิน และทำไม๊ทำไมสาวไทยทั้งหลายถึงได้แห่กันซื้อเป็นเจ้าของเกือบทั่วบ้านทั่วเมือง (จะทั้งของแท้หรือของก๊อปก็เหอะ) คำตอบคือ เจ้ากระเป๋ารุ่น Bao Bao นี้มันสามารถตอบโจทย์ให้สาวๆยุคสมัยใหม่ได้อย่างคุ้มค่า ทุกไลฟ์สไตล์จริงๆนั่นเอง
ถึงแม้ว่า Issey Miyake จะไม่ใช่แบรนด์เนมเก่าแก่มากนัก แต่กระเป๋าราคาหลักหมื่นรุ่นนี้ก็สามารถเอาชนะใจสาวไทยติดหิ้วกระเป๋าแบรนด์เนมได้ไม่ยากภายในระยะเวลาสั้นๆ เดิมทีกระเป๋ารุ่น Bao Bao เป็นหนึ่งในคอลเล็คชั่นกระเป๋าของ “Pleats Please Issey Miyake” ซึ่งเป็นกระเป๋าที่ถูกออกแบบให้ยืดหยุ่นเปลี่ยนรูปทรงได้ตามโอกาส ตามเอกลักษณ์ของแบรนด์ แต่ด้วยความนิยมที่มีมากขึ้น กระเป๋ารุ่น Bao Bao จึงถูกแยกออกมาเป็นแบรนด์ของตัวเองคือ “Bao Bao Issey Miyake” และด้วยความที่กระเป๋ารุ่นนี้สามารถปรับเปลี่ยนรูปทรงได้อย่างหลากหลาย ด้วยวัสดุจากโพลิเมอร์ที่มีความแข็งแรงแต่ยืดหยุ่นได้ ซึ่งทีมออกแบบของ Issey Miyake ได้แรงบันดาลใจมาจากการเชื่อมต่อวัสดุในงานอุตสาหกรรมและการสร้างวัตถุสามมิติโดยใช้องค์ประกอบมิติเดียว ทำให้กระเป๋ารุ่นดังกล่าวดูแลรักษาง่าย น้ำหนักเบา และกันน้ำ สามารถเปลี่ยนรูปทรงได้ตามโอกาส ไม่ว่ากระเป๋าใบโต กระเป๋ารูปทรงหัวใจ กระเป๋าถือใบเล็ก และอีกหลายๆรูปทรง นี่ยังไม่รวมถึงสีสันของกระเป๋าที่มีให้เลือกหลากหลายเฉดสีเหลือเกิน Bao Bao จึงเป็นกระเป๋าที่มิกส์แอนด์แมทช์เข้ากับเสื้อผ้าได้แทบจะทุกชุดจริงๆ ความนิยมของกระเป๋าใบนี้จึงมีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในหมู่สาวๆอย่างไม่ต้องสงสัย
เพื่อความสนุกและเพลิดเพลินของสาวๆ พวกเรามาดูภาพของเหล่า fashionista ที่ถือกระเป๋ารุ่น Bao Bao ตามท้องถนนกันดีกว่า ว่าพวกเขามิกส์แอนด์แมทช์กระเป๋ารุ่นนี้เข้ากับชุดของพวกเขายังไงบ้าง เผื่อสาวๆคนไหนที่มีกระเป๋ารุ่นนี้อยู่แล้วจะได้แรงบันดาลใจในการแต่งตัวบ้าง ว่าแล้วก็เลื่อนลงไปดูทางด้านล่างกันเลย!
Writer: Thip S. Selley
RECOMMENDED CONTENT
‘School Town King’ แร็ปทะลุฝ้า ราชาไม่หยุดฝัน เป็นหนังสารคดีที่สร้างจากเรื่องจริงของ ‘บุ๊ค’ เด็กหนุ่มวัย 18 และ ‘นนท์’ วัย 13 ผู้เติบโตมาในชุมชนคลองเตย หรือที่ใครๆ ต่างรู้จักในอีกชื่อหนึ่งว่า ‘สลัมคลองเตย’ นอกจากความยากจนที่มาพร้อมกับสถานะทางสังคมที่เลือกไม่ได้แล้ว ทั้งบุ๊คและนนท์ยังไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับระบบการศึกษา รวมทั้ง หลักสูตรการเรียนการสอนที่เน้นแต่ความสำเร็จเชิงวิชาการก็ยิ่งทำให้เด็กเรียนไม่เก่งอย่างพวกเขาขาดความสนใจในชั้นเรียนลงไปเรื่อยๆ ระบบการศึกษาที่น่าจะเป็นความหวังและเท่าเทียมกันของเด็กทุกคน กลับยิ่งบีบบังคับและผลักไสให้พวกเขาเป็นแค่ ‘คนนอก’ ของสังคมไปโดยปริยาย





