fbpx

CONTACT US

#MUSICVIDEO — เมื่อ Beyoncé และ Jay–Z (aka The Carters) บุกพิพิธภัณฑ์ลูฟว์ เพื่อท้าทายประวัติศาสตร์ศิลปะแบบตะวันตกในมิวสิควิดีโอเพลง APESHIT
date : 18.มิถุนายน.2018 tag :

ทุกวันนี้ศิลปะในการผลิตมิวสิควิดีโอนั้นถือว่าก้าวหน้าไปอย่างมาก ทั้งในเรื่องเทคนิคและวิธีการเล่า ที่ศิลปินไม่น้อยให้ความสำคัญกับมันไม่แพ้ตัวเพลงที่พวกเขาทำ

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดและเพิ่งผ่านกระแสนี้ไปหมาดๆ ก็คือกระแสมิวสิควิดีโอเพลง This Is America ของ Childish Gambino ที่เต็มไปด้วยสัญลักษณ์มากมาย อย่างที่เห็นกันแบบง่ายที่สุด คือการที่มิวสิควิดีโอเพลงนี้ ประชดประชันประเด็นของกฏหมายครอบครองอาวุธปืนในอเมริกา และไม่ต่างอะไรกับการส่งสารทางการเมืองและสังคม

ตัวอย่างที่ชัดเจนยิ่งกว่านั้น คือในขณะที่ศิลปินผิวขาวจากฝั่งตะวันตกมักผลิตมิวสิควิดีโอที่ไม่ค่อยมีประเด็นทางสังคมเข้ามาเกี่ยวข้องมากนัก อาทิ หมวดชีวิตมหาวิทยาลัย ความรักในวัยรุ่นอะไรทำนองนั้น แต่ศิลปินผิวขาวระดับไอค่อนก็มักเลือกเอาประเด็นหนักๆ มาแตกยอดให้กลายเป็นเพลงป็อบจ๋า ไม่ว่าจะเป็น Fight Song หรือ Firework ที่สนับสนุนให้ทุกคนเห็นคุณค่าในตัวเอง และกล้าที่จะยืนหยัดกับกระแสสังคม ส่วนศิลปินผิวสี โดยเฉพาะสายฮิปฮอปหรืออาร์แอนด์บี ก็มักที่จะทำเอ็มวีสะท้อนสังคมมากกว่า ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะว่าตัวเพลงที่สะท้อนสังคมอยู่แล้วด้วยนั่นเอง

ล่าสุด ศิลปินผิวสีคู่สามีภรรยาระดับไอค่อนอย่าง Beyoncé และ Jay–Z ก็ได้ปล่อยมิวสิควิดีโอเพลงแรกภายใต้ชื่อโปรเจ็กต์เฉพาะกิจนี้ว่า The Carters ซึ่งเป็นการร่วมงานกันครั้งแรกของทั้งคู่ กับอัลบั้มชื่อ Everything Is Love ส่วนเพลงแรกสุดที่ปล่อยนี้ก็คือเพลง APESHIT ความยาวทั้งสิ้น 6 นาทีกับอีก 5 วินาที

ซึ่งถ้าดูแบบคร่าวๆ ไม่คิดอะไรเลย มิวสิควิดีโอนี้ก็คือให้ทั้ง Bey และ Jay ได้ยึดครองพิพิธภัณฑ์ลูฟว์ ใจกลางกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ได้จัดแสดง performance art จำนวนมากต่อหน้าผลงานศิลปะระดับตำนานที่อยู่ภายใน

คำถามคือ จุดมุ่งหมายของมิวสิควิดีโอนี้คืออะไรกันแน่

สื่อหลายสำนักวิเคราะห์ตรงกันว่า มันคือการท้าทายประวัติศาสตร์ศิลปะอย่างประชดประชัน เพราะผลงานศิลปะในลูฟว์นั้นเต็มไปด้วยผลงานจากศิลปินผิวขาว (แม้แต่แบบที่อยู่ในภาพก็ล้วนแล้วแต่เป็นคนผิวขาว) ในขณะที่การเข้าไป takeover ลูฟว์ในครั้งนี้ของทั้งสอง ก็เปรียบได้กับการไปยืนเย้ยหยันอย่างท้าทายว่า ฉันนี่แหละผลงานศิลปะ และฉันนี่แหละคนดำ!

มิวสิควิดีโอชิ้นนี้กำกับโดย Ricky Saiz ซึ่งเคยร่วมงานกับ Beyoncé มาก่อนหน้านี้แล้ว แต่แน่นอนล่ะว่าเจ้าของไอเดียหลักของการมิวสิควิดีโอชิ้นนี้ก็ต้องเป็นตัว Bey และ Jay เป็นแน่แท้

ถ้าได้ลองฟังเพลงและแกะเนื้อร้องดีๆ จะพบว่าทั้งคู่สอดแทรกประเด็นเอาไว้ค่อนข้างละเอียด แต่ก็ไม่ลืมที่จะพูดถึงการใช้ชีวิตและไลฟ์สไตล์แบบสุดโต่งของทั้งคู่ ทั้งเรื่องการกลายเป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็วยิ่งกว่ารถหรูแลมโบกินี่ หรือเรื่องที่ Beyoncé ซื้อเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว เป็นของขวัญให้แก่ Jay–Z เมื่อวันพ่อปี 2012 เป็นต้น คล้ายจะเป็นการโชว์พาวเวอร์ว่า คนผิวสีก็สร้างประวัติศาสตร์ได้เช่นกัน

มาที่ตัวมิวสิควิดีโอ ก่อนหน้านี้มีการปล่อยปกอัลบั้ม Everything Is Love ออกมา ซึ่งเป็นภาพปกที่ข้างหลังคือผลงานที่ไม่มีใครไม่รู้จักอย่าง ‘Mona Lisa’ ของ Leonardo Da Vinci ซึ่งตั้งอยู่ในห้องจัดแสดงของพิพิธภัณฑ์ลูฟว์ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส สิ่งที่เราสงสัยมากก็คือว่า ทางลูฟว์จะว่าอย่างไร เพราะมิวสิควิดีโอนี้ตั้งใจวิพากษ์วิจารณ์ประวัติศาสตร์ศิลปะในยุค Neo-Classic อยากชัดแจ้งและชัดเจน

ภาพเปิดที่การสาดแสดลงบนห้องโถงนโปเลียน ซึ่งหลายคนตีความว่ามันคือการนำไปสู่ประเด็นการล่าอาณานิคม การค้าทาส และการกดขี่คนผิวสีในตะวันตก หลังจากนั้นภาพก็ตัดไปที่ Beyoncé และ Jay–Z ที่ยืนอยู่ในชุดเรียบหรูดูแพง หน้าภาพวาดโมนาลิซ่า ในช่วงเวลาที่ไม่มีผู้เข้าชม และตัดสลับไปมาระหว่างรายละเอียดในภาพวาด กับ performance ที่เกิดขึ้นต่อหน้าภาพวาดและผลงานศิลปะชิ้นสำคัญๆ ระดับมาสเตอร์พีซต่างๆ อาทิ

Winged Victory of Samothrace — หรือที่หลายคนเรียกชื่อเล่นมันว่า Nike คือประติมากรรมจากยุค Hellenistic ที่ทำขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะในสงครามทางเรือ เมื่อ Bey และ Jay มายืนเบื้องหน้าประติมากรรมนี้ พร้อมมุมกล้องที่เหมือนทั้งคู่กำลังบังคับให้เหล่าแดนเซอร์ผิวสีเคลื่อนไหวอย่างพร้อมเพรียงกัน ก็สื่อถึงพลังอำนาจในแบบที่ Beyoncé มีในยุคปัจจุบันแล้ว

• The Coronation of Napoleon — ภาพวาดขนาดใหญ่ยักษ์ ที่ Jacques-Louis David หยิบยกเอาช่วงเวลาที่จักรพรรดินโปเลียนที่หนึ่งสถาปนาจักรพรรดินี Joséphine โดยการพระราชทานมงกุฏแทนพระสันตปาปา มาไว้ในภาพ ขณะที่ Beyoncé และแดนเซอร์ในชุดแนบเนื้อผิวสีนู้ด ต่างเต้นรำอยู่เบื้องหน้า หลายสื่อวิเคราะห์ว่า Beyoncé อาจกำลังต้องการสื่อว่าตัวเองก็เปรียบได้กับคนที่ได้อำนาจบางอย่างมาใช้ในชีวิตเหมือนกัน

Venus De Milo — รูปปั้นนางวีนัส ผลงานชิ้นสำคัญในห้องประติมากรรมจากยุคกรีก–โรมัน ถูกเลียนแบบวิธีการโพสโดย Beyoncé ซึ่งสวมใส่ชุดแนบเนื้อสีนู้ด เพื่อสื่อว่าตัวเธอเองก็เปรียบได้กับเทพีแห่งความงามและชัยชนะอย่างวีนัส แต่เพียงแค่เธอเป็นคนผิวสีเท่านั้น

• Portrait of a Black Woman (Negress) — ความน่าสนใจของภาพนี้ก็คือว่า มันคือภาพวาดภาพเดียวจากยุค 1800 ที่เลือกวาดผู้หญิงผิวสีที่ไม่ใช่ทาส หากแต่เป็นการวาดหญิงผิวสีเพื่อแสดงถึงความงดงามในแบบที่ศิลปินในยุคนั้นนิยมทำ (ตัวอย่างเช่น ภาพโมนาลิซ่า) การปรากฏของภาพวาดนี้ รวมถึงการที่มีนักแสดงแสดงเป็นแบบเพื่อเปรียบเทียบกับภาพหญิงสาวผิวขาวในอาภรณ์ผ้าผืนเดียวเช่นกัน สื่อว่า The Carters ต้องการที่จะให้คนผิวสี ได้รับความสำคัญเทียบเท่ากับคนผิวขาวนั่นเอง

• The Intervention of the Sabine Women — ถือเป็นอีกหนึ่งภาพที่ปรากฏในเอ็มวีนี้ โดยเป็นการพูดถึงการที่เพศหญิงถูกกดขี่จากเพศชาย ไม่ใช่เฉพาะกับหญิงผิวสีเท่านั้น โดยในคัทถัดมา คือการที่ Beyoncé แร็ปว่า ‘get off my dick’ นั่นเอง

ถ้าจะให้สรุปแบบโดยรวมที่ง่ายที่สุดในความคิดของเราก็คือ มิวสิควิดีโอนี้สร้างขึ้นเพียงเพื่อจะบอกกับทุกคนว่า The Carters ไม่ได้อยากให้ประวัติศาสตร์ทั้งศิลปะและด้านอื่นๆ คือประวัติศาสตร์ของคนผิวขาวแต่เพียงอย่างเดียว และพวกเขาก็ทำให้เราเห็นแล้วว่า ในประวัติศาสตร์ยุคปัจจุบันนั้น คนผิวสีได้มีอิทธิพลกับสังคม การเมือง วัฒนธรรม รวมไปถึงประวัติศาสตร์มากเพียงใด

RECOMMENDED CONTENT

7.กรกฎาคม.2019

บริษัท ทรานส์ฟอร์เมชั่น ฟิล์ม จำกัด ร่วมกับ บริษัท บีฮีมอธ แคปปิตอล จำกัด, บริษัท นอร์ธสตาร์ สตูดิโอ จำกัด, บริษัท เอ็ม พิคเจอร์ส จำกัด พร้อมส่งภาพยนตร์เรื่องราวเเห่งแรงบันดาลใจที่สร้างจากเรื่องจริงของโปรกอล์ฟ