fbpx

CONTACT US

ทำไม “Daft Punk” ถึงต้องใส่หมวก? พบกับเรื่องราวความเป็นมาของวงดนตรี ดูโอ้อิเล็กทรอนิคส์ชื่อก้องโลกที่มีภาพลักษณ์เป็นหุ่นยนต์เฉพาะตัวไม่เหมือนใคร
date : 29.ตุลาคม.2013 tag :

หลังจากที่เพิ่งมีข่าวออกมากันใหญ่โตในโลกอินเตอร์เน็ตเกี่ยวกับเรื่องภาพหลุด… (เดี๋ยวนี้พอพูดคำว่าภาพหลุดแล้วเสียวหลังวาบเลย) ของสองหนุ่ม “Daft Punk” คู่หูดูโอ้อิเล็กทรอนิคส์จากแดนน้ำหอมฝรั่งเศสแห่งทศวรรษนี้ เจ้าของเพลงดังมากมาย อย่างตอนนี้ไปที่ไหนก็ได้ยินคือเพลง “Get Lucky” เพลงป๊อปกลิ่นอายยุค Disco feat. กันกับอีกหนึ่งเจ้าพ่อวงการเพลงยุคใหม่ “Pharrell William” เลยแทบไม่ต้องสืบว่าจะดังพลุแตกขนาดไหน ส่วนถ้าใครที่เป็นคอเพลงสากลคงทราบกันอยู่แล้วว่า Daft Punk เขามีผลงานดังๆออกมาสองอัลบั้มแล้ว Daft Punk เป็นวงที่ทำเพลงอิเล็กทรอนิ… กลับมาเข้าประเด็นกันก่อนดีกว่า ถึงตรงไหนแล้วนะ?… ก็จากข่าวที่มีภาพหลุดตอนพวกเขาถอดหน้ากากออกมา ทำให้เราอยากรู้เลยว่าทำไมสองหนุ่มนี้เขาถึงต้องใส่หน้ากากกันด้วย?

พอลองหาข้อมูลใน Internet ดูก็พบว่า จริงๆแล้วไอ้การเห็นใบหน้าแท้ๆของ Daft Punk ไม่ใช่เรื่องแปลกหรือสิทธิพิเศษอะไรเลย แถมมันเป็นเรื่องที่ง่ายมากด้วยเพียงแค่คุณ Search ชื่อจริงของพวกเขา “Thomas Bangalter และ “Guy Manuel” กดไปแค่ผลลัพธ์หน้าแรกก็เจอแล้ว คงต้องอุทานออกมาว่า “ดีใจจัง! ค้นแล้วเจอเลย” (ตามสไตล์ Google) ซึ่งภาพส่วนใหญ่จะเป็นตอนสมัยหนุ่มๆ (ตอนหนุ่มๆของทั้งคู่นี่บอกได้คำเดียวเลยว่าเท่และหล่อมากจริงๆ) ก็เลยได้ความว่าสมัยเริ่มเป็นดีเจเปิดแผ่นใหม่ๆ ดูโอ้คู่นี้เขาไม่ได้ใส่หน้ากากแบบทุกวันนี้พวกเขาเป็นดีเจคู่หูเปิดเพลง House อยู่ตามผับในประเทศฝรั่งเศส ส่วนที่มาของชื่อวง Daft Punk มาจากตอนแรกที่พวกเขาร่วมทำเพลงกันกับเพื่อนสมัยเรียนออกมาและโดนนักเขียนในนิตยสาร Melody Maker ของอังกฤษด่าว่าเป็น “A Daft Punky Thrash” ความหมายคือ “มันเป็นงานเพลงที่มั่วซั่วโหลยโท่ยและไม่ต่างจากขยะชัดๆ” อืม… เห็นอย่างนี้คงต้องขอบคุณนักวิจารณ์คนนั้นจริงๆ เพราะเขาแท้ๆถึงได้ชื่อวงที่ติดหูและเอกลักษณ์ขนาดนี้ ชื่อ “Daft Punk” มาพร้อมกับอัลบั้มแจ้งเกิดชื่อว่า “Homework” (1997) ซึ่งตอนนั้นในแวดวงอิเล็กทรอนิกส์ถือว่าเป็นคลื่นลูกใหม่ที่น่าจับตามองมากๆ พอเริ่มเป็นที่รู้้จักทั้งสองเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองก็เกิดความคิดที่อยากใส่หน้ากากขึ้นมาเพราะเหตุผลคืออยากทำเพลงออกมาให้แฟนเพลงฟังอย่างเดียว ไม่เกี่ยวกับว่าตัวศิลปินจะมีชีวิตส่วนตัวอย่างไร พูดง่ายๆคืออยากให้คนฟังมองแค่ผลงานเพลงล้วนๆแยกกันคนละเรื่องกับชีวิตนอกวงการ พอมาอัลบั้มสองปึ้บ “Discovery” (2001) นี่ก็ได้รับความนิยมในแวดวงกว้างขึ้นอีก ตั้งแต่อัลบั้มนี้พวกเขาเริ่มปรากฎตัวพร้อมหมวกอันเป็นเอกลักษณ์อย่างชัดเจน แถมยังมีการ์ตูนญี่ปุ่นชื่อเรื่องว่า “Interstella 5555” เรื่องราวผจญภัยในอวกาศ ทำออกมาเป็นหนังเพลงไม่มีบทพูดแทน Music Video ทั้งอัลบั้ม ทำให้ภาพลักษณ์ของ Daft Punk ที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันคือวงดนตรีที่ไม่เปิดเผยหน้าตาให้เห็น แล้วยิ่งยุคนั้นโลก Internet ยังไม่กว้างขวางแบบทุกวันนี้ ใบหน้าที่แท้จริงของพวกเขาเลยกลายเป็นเรื่องที่ทุกคนอยากเห็นเหมือนเป็นตำนานไปเลย…

ในแง่ของ Daft Punk มีคนตั้งข้อสงสัยกันว่า บางทีการมีตัวตนสมมุติสร้างขึ้นมาอีกตัวนึงมันอาจจะเป็นเรื่องที่มีประโยชน์กับศิลปินก็ได้ เพราะส่วนใหญ่ภาพลักษณ์ที่สร้างขึ้นมามันยิ่งทำให้ศิลปินดูน่าค้นหามากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น Pop Icon อย่าง “David Bowie” ก็เคยปรากฎตัวบนเวทีใช้อีกชื่อว่า “Ziggy Stardust” แต่งหน้าขาว (ปกอัลบั้มสายฟ้าคาดหน้าที่เป็นเอกลักษณ์) หรือวงอิเล็กทรอนิกส์รุ่นเก๋าจากเยอรมันอย่าง “Kraftwerk” ก็ปรากฎตัวในคราบคอนเซ็ปต์หุ่นชุดแดงผูกไทด์ดำทั้งวงเช่นกัน  ถ้าถามว่าการใส่หน้ากากของศิลปินนักดนตรีนี่เป็นเรื่องแปลกไหม? สิ่งที่เรียกว่าศิลปินสองบุคลิก (Alter Ego) มีมานานแล้ว คงต้องย้อนไปตั้งแต่ในยุค 70’s กับกลุ่มศิลปินในอเมริกาที่ทำเพลงแนว “Avant-Garde” (ศิลปะหัวก้าวหน้า) หรือดนตรีแนวทดลองชื่อวงว่า “The Residents” ภาพลักษณ์ของพวกเขาคือเป็นวงดนตรีที่มีลูกตาแทนหัวคน นั่นถือเป็นแก๊งค์บุกเบิกเลยก็ว่าได้… หลังจากนั้นก็มีนักดนตรีที่ไม่เปิดเผยหน้าตาทยอยตามกันมาในแต่ละยุคอีกมาก อย่างรายนี้โด่งดังมากๆในยุค 80’s 90’s (ถ้าใครรู้จักนี่ดักแก่ชัดๆ) กับ “Buckethead” อัจฉริยะกีตาร์สารพัดลูกพิศดารที่เอาตระกร้า Bucket ใส่ไก่ทอดมาครอบหัวและใส่หน้ากาก ด้วยเหตุผลว่า เขาถูกเลี้ยงมาโดยพ่อแม่ที่เป็นไก่… และการใส่หมวกนี้เป็นสัญลักษณ์การล้างแค้นที่ไก่ถูกฆ่าตายมาเป็นไก่ทอดตามร้านอาหาร (ลูกชายของไก่) ถ้าขยับมาเป็นยุคปัจจุบันทุกวันนี้มีอีกวงที่โด่งดังและไม่เปิดเผยหน้าตาเช่นกันคือวง “Gorilaz” แต่เจ้านี้มาแปลกกว่าเพื่อนหน่อยนึง ไม่ใช่แค่ใส่หน้ากากหรือปลอมตัวแต่พวกเขาเป็นวงดนตรีที่แทนภาพตัวเองด้วยตัวการ์ตูนใช้เทคโนโลยีภาพสามมิติฉายยืนเล่นบนเวทีเลย ดูๆแล้วการเป็นนักดนตรีที่ไม่เปิดเผยตัวตนแบบนี้มันยิ่งทำให้คนสงสัยขึ้นไปอีกว่าหน้าจริงๆของพวกเขาเป็นอย่างไรกันแน่

กลับมาที่เรื่องของ Daft Punk กันต่อดีกว่า… เรื่องตัวหมวกของ Daft Punk นี่ก็เป็นอีกประเด็นที่น่าสนใจเหมือนกัน เพราะแต่ละใบนี่มีราคาแพงและผลิตออกมากลไกซับซ้อนมาก เชื่อหรือไม่ว่าในแต่ละยุคแต่ละอัลบั้มหมวกของพวกเขาไม่เคยซ้ำเดิมเลย เริ่มจากอัลบั้ม “Discovery” หมวกในยุคนั้นที่เด่นๆคือของ Guy Manuel (สีทอง) จะมีไฟ LED สีรุ้งและมีสายไฟยาวด้านหลังออกมาเป็นเหมือนผม พอมาเป็นอัลบั้มที่สาม “Human After All (2005)” หมวกของทั้งคู่ก็เริ่มมีเค้าโครงที่เราคุ้นตากันมากขึ้น เป็นสีทองกับสีเงินรายละเอียดน้อยจนแทบจะคล้ายกับหมวกกันน๊อคเลย  จากนั้นก็มีหนังเรื่อง “TRON: Legacy” ที่สองคนได้ทำ Soundtrack ให้และไปเล่นเป็นตัวประกอบในหนังด้วย เปลี่ยนจากหมวกรุ่นเก่ามาเป็นหมวกสีเงินล้วนมีไฟสีฟ้าอ่อนทาบผ่านเหมือนกับสีฟอนต์ของชื่อหนังเปี๊ยบ จนมาเป็นอัลบั้มล่าสุด “Random Access Memories” ในยุคปัจจุบันที่เป็นหมวกสีทองและสีเงินคลีนๆ ตรงใบหน้าเป็นกระจกสีดำล้วนไม่มีรายละเอียดอะไรมากดูเป็น Minimal และกลายเป็นไอคอนของ Daft Punk ไปเลย (เพื่อช่วยอธิบาย เรามีรูปโชว์วิวัฒนาการหมวกของพวกเขาในแต่ละยุคมาฝากกันด้วย) พอทั้้งคู่เริ่มปรากฎตัวเป็นดูโอ้ใส่หมวก ทิ้งคำถามใหญ่ให้กับคนฟัง “แล้วทำไมพวกเขาถึงต้องใส่หมวกเหมือนหุ่นยนต์แบบนี้?” คำตอบจากปากพวกเขาที่เคยให้สัมภาษณ์มีอยู่ว่า “เหตุเกิดในเดือนกันยายนปี 1999 เกิดอุบัติเหตุในห้องอัดของเรา ตอนเวลา 9 โมงของวันที่ 9 ตรงกับตัวเลข 9/9/99 9.09AM พอดี ทำให้ข้อมูลในคอมพิวเตอร์เกิดอาการรวน และเครื่องมือ Synthesizer ของเราก็เกิดการระเบิดใส่เราทั้งคู่อย่างจัง หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นพอรู้สึกตัว ตื่นขึ้นมาอีกทีพวกเราก็กลายเป็นครึ่งคนครึ่งหุ่นยนต์ไปแล้ว ตั้งแต่วันนั้นมาเราก็ไม่ได้ใส่หน้ากากเพื่อให้ดูเหมือนหุ่นยนต์อีกต่อไป แต่ต่อไปนี้เราได้เกิดใหม่ในคราบมนุษย์หุ่นยนต์จริงๆ” นั่นล่ะ… คือสาเหตุอย่างเป็นทางการ ที่มาของภาพลักษณ์ Daft Punk ที่เรารู้จักกันดีในทุกวันนี้

Writer: Pakkawat Tanghom

Image By: thedaftclub.com

RECOMMENDED CONTENT

21.ตุลาคม.2022

เพื่อให้ผู้ประกอบการและประชาชนชาวไทย ได้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับภูมิภาค สภาที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปค จึงนำ “เสียง” หรือความคิดเห็นจากประชาชนภาคธุรกิจ มีส่วนร่วมในการส่งเสียงผ่านการสำรวจของ ‘Business of the People Poll’ ร่วมออกแบบและขับเคลื่อนโดย สถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในจัดทำการสำรวจผ่านตัวแทนผู้ประกอบการไทยจำนวน 451 ตัวอย่าง โดยมุ่งเน้นหัวข้อไปที่ ‘ปัจจัย, ความท้าทาย, โอกาส และคำแนะนำ ในการเสริมสร้างการเติบโตทางธุรกิจในอนาคต’ เพื่อที่จะทราบถึงความเข้าใจ ข้อเท็จจริง และแนวทางในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากผู้ที่มีบทบาทจริงในภาคธุรกิจของประเทศไทย