1747 Views
Visit The Parkinson dooddot 1
#Visit : ‘The Parkinson’ ในวันที่ The Soul กำลัง Go on!

23.กันยายน.2016

Advertisement

Visit The Parkinson dooddot 1

น่าจะปีก่อน ตอนไล่ฟังเพลงไปเรื่อยบนยูทูป จนมาเจอกับวงดนตรีสัญชาติไทยวงหนึ่งที่ Cover เพลง ‘Vultures’ ของ John Mayer ชนิดเหมือนทุกลูก เม็ดต่อเม็ด หมัดต่อหมัด ทำให้ต้องรีบกรอกชื่อนักดนตรีกลุ่มนี้ลงไปในช่องเสิร์ชอย่างไว หลังจากนั้นท่อน ‘โอว..ววว เบเบ๊’ ของเพลง ‘จะบอกเธอว่ารัก’ (ซึ่งจริงๆ ก็เกือบทุกเพลง) ก็มาวนอยู่ในหัวเราเฉยยย…

พอเวลาผมเขียนเพลงแล้วมันมักจะฮัมต่อมาเป็นคำนี้ เหมือนช่วยอุดช่องว่างในอารมณ์ เพลงได้ เลยไม่อยากให้มันว่างไปเฉยๆ มีอยู่เพลงหนึ่งคือ ‘หมดแก้ว’ ที่ไม่มี โอ้โห กลายเป็นประเด็นว่าไม่ใช่พาร์กินสันจริงอีก นี่ในอนาคตผมกะจะเขียนเพลงชื่อ ‘โอ้เบบี้’ เลยนะ มีแต่โอ้เบบี้ทั้งเพลงเหมือนเพลง ‘เธอ’ ของพี่นภ พรชำนิ ที่มีแต่คำว่า ‘เธอ’ ทั้งเพลงไง” กานต์-นิภัทร์ กำจรปรีชา นักร้องนำ-มือกีตาร์เล่าถึงที่มาของคำซึ่งกลายเป็นซิกเนเจอร์ของวงไปแล้ว

“ตอนแรกผมไม่ชอบเลย เขินมาก ผมบอก ‘มันจะได้เหรอวะ’ แต่เดี๋ยวนี้กลายเป็นว่าเพลงถัดมา ‘เห้ย ไม่มีเหรอวะ’” เบียร์-อริย์ธัช เกื้อจิตกุลนันท์ มือกลองบอกกับเราขำๆ

เชื่อว่าเวลานี้ The Parkinson ไม่ใช่ศิลปินหน้าใหม่แล้วหากพิสูจน์ด้วยผลงาน 4 ซิงเกิลที่สร้างกระแสความสดใหม่ให้วงการดนตรีโซล-ป๊อปบ้านเราเมื่อช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แต่น้อยคนจะรู้ว่ากว่าจะมายืนตรงนี้ พวกเขาขลุกตัวอยู่บนเส้นทางสายดนตรีมาไม่น้อยเลย ทั้ง กานต์ เบียร์ และโต-ณัฐวิทย์ โอดาคิ มือเบสพี่ใหญ่ของวงพากันตระเวนเล่นดนตรีไปเรื่อยตามคลับ จนวันหนึ่งถูกเรียกไปเล่น ณ บาร์แจ๊ซแห่งหนึ่งย่านพระนคร แทนวงเพื่อนที่บังเอิญมาไม่ได้ พอดิบพอดีกับที่พระเจ้าส่งคุณเต้ง-พิชัย จิราธิวัฒน์ เจ้าของค่ายเพลง Spicydisc มานั่งฟังพวกเขาโชว์ฝีไม้ลายมือในวันนั้น 

Visit The Parkinson dooddot 3

Visit The Parkinson dooddot 2

ฟังดูเป็นเส้นทางที่ราบรื่น แล้วอะไรเป็นความขรุขระบนทางดนตรีของพวกคุณในตอนนั้น?

กานต์: หลังจากเซ็นสัญญาผ่านไป 1 ปี เราไม่มีเพลงออกมาเลย ตอนนั้นกำลังค้นหาว่าระบบการทำงานแบบนี้มันคืออะไร งงกับชีวิตอยู่นานมาก ทำอย่างไรก็เขียนเพลงไม่ได้ ผมเรียนเอก Voice Jazz คณะดุริยางค์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ทักษะที่มีคือการเขียนเมโลดี้เพลงแจ๊ซซึ่งต่างกับการเขียนเพลงปกติมาก  เขาจะเรียกวิธีคิดแบบแจ๊ซว่า ‘สำเนียง’ คือการใช้หูฟังโน้ต ซึ่งมันไม่มีอะไรเหมือนกันเลย

ช่วงกึ่งยิงกึ่งผ่านระว่างการเป็นศิลปินมีค่ายกับนักดนตรีกลางคืน ชีวิตของพวกคุณเปลี่ยนไปอย่างไร?

โต: เหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ยังใช้ชีวิตปกติ แม้แต่ตอนปล่อยเพลงออกมาในช่วงแรก เราก็ยังเล่นกลางคืนกันอย่างเดียว รับเงินรายวัน ไม่ได้ทำอย่างอื่นเลย 

กานต์: แต่มีแว้บหนึ่งที่เราคุยกันว่าถ้ายังเล่นอยู่อย่างนี้ เราจะไม่มีงานในฐานะศิลปิน เพราะระหว่างนั้นมีงานจ้างงานโชว์เข้ามาตลอด เราเลยตัดสินใจหยุด เท่ากับว่ารายได้เป็นศูนย์ ทนไม่มีงานแบบนั้นอยู่หลายเดือน

โต:เราก็หาขุดอะไรกินไปเรื่อย

เบียร์: ต้องนอนนิ่งๆ จะได้ไม่หิวมาก (หัวเราะ)

กานต์: เราใช้เวลานานมาก เพราะมัวแต่เถียงกันไปถียงกันมา นั่นก็ไม่ได้ โน่นก็ไม่ได้ ศิลปินรุ่นพี่คนหนึ่งบอกว่าวง The Parkinson เล่นดนตรีกันมาเยอะจนอาจจะเรื่องมากไปหน่อย พอเขียนอะไรออกมาก็รู้สึกยังดีไม่พอ เขาเลยบอกให้ลองเปลี่ยนจากการไม่เอาอะไรเลยมาเป็นเอาทุกอย่าง แล้วค่อยมาเลือกว่าอะไรดีที่สุด ซึ่งวิธีของเขาเหมือนปลดล็อกผมทันที

การทำงานของวงเราเป็นแบบ Reverse ไม่เหมือนชาวบ้าน คือทำดนตรีก่อนแล้วเนื้อเพลงค่อยมาทีหลังสุด เริ่มจากผมเล่นกีตาร์แล้วฮัมเมโลดี้ไปเรื่อยๆ พอเขียนเพลงออกมาเป็นรูปเป็นร่าง เบียร์กับพี่โตก็จะมาคิดอะไรที่ช่วยส่งให้เพลงเข้าที่เข้าทาง

Visit The Parkinson dooddot 4

Visit The Parkinson dooddot 5

ย้อนกลับไปตอนที่เริ่มเล่นดนตรี อะไรเป็นความน่าตื่นเต้นของพวกคุณ ณ เวลานั้น?

โต: ผมเริ่มจากการฟังเพลงร็อกไทย ค่ายเพลงค่ายหนึ่งที่ชอบมาคือ More Music วงแรกๆ ที่ทำให้อยากเล่นเบสคือ โลโซ ซิลลี่ฟูล แบล็กเฮด ซีล เขาทำให้เข้าใจเลยว่าทำไมเพลงสมัยนี้ถึงมาเร็วไปเร็ว ไม่ถึงกึ๋นแบบยุคนั้น จนทุกวันนี้ผมก็ยังกลับไปเล่นอยู่ พองานมันมีคุณภาพ มันจะอยู่ต่อไปอีกนาน ไม่ได้บอกว่าเพลงสมัยนี้ไม่ดี แค่ว่าบางอย่างมันฉาบฉวย เกิดขึ้นมาพักเดียวก็หายไป

กานต์: ก่อนหน้านี้ผมตื่นเต้นกับเพลงร็อกเหมือนกัน แต่พอเจออัลบั้ม The Grandfather Greatest Hits ของพี่โป้ โยคีเพลย์บอยเท่านั้นละ มันประหลาดทั้งคอร์ด ทั้งซาวนด์ดนตรี เขามีสไตล์การร้องที่ไม่เหมือนใคร ตอนนั้นผมเริ่มหัดกีตาร์โป่งง่อยๆ หัดร้องเพลงอยู่ พอเจออันนี้เข้าไปมันเปิดโลกผมมาก กลายเป็นแฟนค่ายเบเกอรรี่ตั้งแต่นั้น

แต่ที่ยังประทับใจมาถึงทุกวันนี้คือโชว์ของวง YNot7 เขาทำให้หันมาสนใจเรื่องซาวนด์มากขึ้น เป็นวงที่ไม่ว่าจะเล่นเบาแค่ไหนก็ได้ยิน ดนตรีเล่นสาดในขณะที่นักร้องกระซิบ แต่มันกลับมีพลังมาก ผมเคยมีโอกาสเล่นร้านเดียวกับเขา เทียบกันแล้วซาวนด์ของผมนี่อนุบาลไปเลย

เบียร์: ส่วนผมถ้าเป็นช่วงเด็กๆ จะเหมือนพี่โต คือชอบซิลลี่ฟูลมาก…กกก พอออกชุดใหม่ก็ต้องรีบไปซื้อเทปมาแล้ว นั่งฟังจนเทปยืด โตขึ้นหน่อยเริ่มฟัง Fat Radio ตอนนั้นเหมือนเป็นยุคของเพลงอินดี้ ศิลปินนอกกระแส ซึ่งผมก็ชอบไปมีส่วนร่วมกับเขาเกือบทุกอีเว้นต์

แล้วมาหลงใหลในดนตรีโซลตอนไหน?

กานต์: ตอนที่เล่นดนตรีกลางคืนนี่ละถึงรู้ว่ามีเพลงแบบนี้ด้วยเหมือนกัน มันเป็นต้นกำเนิด   ของเพลงไทยที่เราฟังตอนเด็ก เป็นสิ่งที่ศิลปินพวกนั้นเขาฟังกันอีกที ตอนนั้นเราเล่นเพลงกันโหดมาก คัฟเวอร์เพลงฝรั่งล้วนๆ ประมาณสองสามร้อยเพลงได้ ยังไม่มีเพลงเป็นของตัวเอง เพราะไม่มีใครแต่งเพลงได้ และอาจเป็นเพราะเราโตมาในยุคที่ยังต้องซื้อแผ่นซีดีฟังอยู่ เลยฟังเฉพาะที่ชอบ เป็นการเล่นเพื่อหาเลี้ยงชีพกันจริงๆ 

เบียร์: เราแกะเพลงกันมันมาก แกะเหมือนทุกเพลง ผมว่ามันหล่อหลอมให้เพลงของวง The Parkinson ออกมาเป็นแบบนี้

ศิลปินเช่นใครบ้างที่มีอิทธิพลต่องานของพวกคุณ?

กานต์: ก็เช่น ไมเคิล แจ็กสัน, Marvin Gaye, Stevie Wonder, Earth wind & Fire, Kool & The Gang, Robin Thicke, Jamiroquai ยิ่ง Robin Thick นี่ผมชอบทุกอัลบั้ม เขาเป็นคนขาวที่เข้าถึงดนตรีโซลอย่างแท้จริง

ถ้าเป็นไอดอลในด้านดนตรี ก็คง Stevie Ray Vaughan เป็นมือกีตาร์คนขาวที่ทะลุไปอีกขั้น เขาเอาคำว่าทักษะมารวมกับจิตใจของอเมริกันผิวสี มันจึงมีความเป็นดนตรีบลูส์สูงมาก เราหัดเล่นและคลุกคลีอยู่กับมันจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว 

Visit The Parkinson dooddot 6

Visit The Parkinson dooddot 7

ทำไมถึงเรียกดนตรีของ The Parkinson ว่า Blued-eyes-soul ?

กานต์: เริ่มแรกดนตรีโซลเป็นดนตรีของอเมริกันผิวสี ก่อนหน้านั้นตอนยังเป็นทาส เขาจะเล่นดนตรีที่ เรียกว่า บลูส์ (Blues) โดยการแอบเอากีตาร์ที่เจ้านายทิ้งแล้ว หรือแซ็กโซโฟนเน่าๆ มาเป่าเล่นกันในกลุ่มทาส เนื้อหาของเพลงมักพูดถึงความเศร้า ความลำบากของชีวิตการเป็นทาส ต่อมา ในยุคหลังเลิกทาส เขาก็หัดเล่นดนตรีแบบคนขาว ตอนแรกมันยังไม่มีชื่อเรียก ด้วยเนื้อหาที่เกี่ยวกับจิตวิญญาณ และเริ่มพูดถึงเรื่องอื่นนอกเหนือจากความทุกข์ของชีวิตแล้ว เช่น เรื่องความรัก จึงเกิดเป็นสำเนียงแบบโซล (Soul) ขึ้นมา แต่จิตวิญญาณอย่างแอฟริกันยังอยู่

ส่วนของเราเรียกว่า ‘บลูอายส์โซล’ (Blued-eyes-soul) คือดนตรีโซลของคนขาวที่เอาดนตรีโซลของคนผิวสีไปเล่น สำเนียงที่ได้จึงไม่เหมือนกันกับโซลแบบดั้งเดิม ออกจะหวานกว่า เนี้ยบกว่า ความดิบเถื่อนหายไป แบบ Justin Timberlake หรือ Robin Thicke ใส่ความเป็นป๊อป ฟังก์ เข้าไปให้สนุกขึ้น

ความที่ต้นแบบของ The Parkinson มาจากดนตรีอเมริกันจ๋า เป็นอุปสรรคต่อการทำเพลงออกมาเป็นภาษาไทยมากน้อยแค่ไหน?

กานต์: ตอนแรกเราเขียนเมโลดี้ออกมาเป็นภาษาอังกฤษด้วยซ้ำ เพราะวรรณยุกต์ไทยกับอังกฤษมันต่างกันมาก แต่เมโลดี้ที่เราชอบดันเป็นตะวันตกล้วนๆ สมมติว่าเมโลดี้นี้ ถ้าเป็นเนื้อไทยจะเขียนได้ 5-6 ประโยค ของเรากว่าจะได้แต่ละคำบางทีใช้เวลาทั้งวัน หรืออย่างการร้องเสียงหลบซึ่งเป็นเทคนิคที่นักร้องฝรั่งเขาใช้กันทั่วๆ ไป หลบทั้งเพลงเป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับเพลงไทยอาจฟังแปลกหูไปบ้าง บางคนบอก ‘เห้ย ร้องแบบนี้ทั้งเพลงก็ได้เหรอ’

จากที่เคยเล่นดนตรีค่อนข้างเฉพาะทาง กับตอนนี้ที่ต้องทำเพลงให้กลุ่มคนฟังที่กว้างขึ้น มันทำให้คุณสูญเสียตัวตนไปหรือเปล่า?

เบียร์: สำหรับผมยังเหมือนเดิม แค่ฟังเพลงหลากหลายขึ้น ฟังเพลงในกระแสบ้าง จะได้รู้ว่าตอนนี้เขาฟังอะไรกัน มันกดดันตอนที่เราจะปล่อยนี่ละ เพราะเราชอบมาทำตอนใกล้ๆ เดดไลน์ (หัวเราะ)

กานต์: ผมว่าคงไม่เกี่ยว มันยังกลับไปสู่เพลงแรกที่ร้องตามยาก ฟังยากอยู่ดี ไม่ได้ลดทอนความโหดร้ายในการเล่นของเราลงเลย แต่การทำงานอาจเป็นระบบระเบียบมากขึ้น ทุกอย่างเป็นโจทย์ใหม่ เราไม่ได้เล่นคัฟเวอร์คนอื่นแล้ว แต่ต้องกลายเป็นผู้นำเสนอเอง คิดทุกอย่างขึ้นมาใหม่ เราทำกันเองแทบทุกขั้นตอน อาจเป็นเพราะนิสัยของวงที่ชอบกีดกันทุกคนออกจากระบบการฟังเพลงของเราด้วย มันมาจากตอนที่ผมเขียนเพลงจะบอกเธอว่ารักแล้วเอาไปให้ศิลปินคนอื่นฟัง บางคนบอกว่า ‘เพลงนี้ไม่ได้หรอก ฟังยากไป’ จนวันหนึ่งเราเริ่มตกตะกอนว่าไม่เอาแล้ว คนอื่นจะชอบมากน้อยอย่างไรแล้วแต่เขา คนในวงเราแฮปปี้ก็พอ

โต: ของผมกลับกันเลย จะฟังแต่เพลงเก่าๆ ในหลุมในโซนตัวเอง เรียกว่าค่อนข้างปิดตัวเองก็คงได้ ทำให้บางทีคิดอะไรออกมาก็โบราณบ้าง ต้องปรึกษาคนในวง เพราะผมเชื่อพวกเขามากที่สุด ผมแทบไม่ได้เปิดอินเตอร์เน็ตฟังเพลงใหม่ๆ เลยด้วยซ้ำ ไม่ได้บอกว่าวิถีแบบนี้ดีนะ มันแล้วแต่คน ตามวัยผมมั้ง

เบียร์: เล่นเน็ตเปิดเว็บอะไรก่อนพี่?

โต: บางทีเดี๋ยวนี้ก็เข้า Bigo บ่อย ไม่ใช่! คือบางทีไอ้สิ่งเก่าๆ มันมีอะไรเจ๋งๆ เยอะ เอากลับมาใช้ได้ ผมรู้จักคนหนึ่งตีกลองเร้กเก้เก่งมาก เขาบอกว่าทั้งชีวิตไม่เคยฟังเพลงอื่นเลยนอกจากเร็กเก้ ซึ่งผมว่าการเจอทางของตัวเองเป็นเรื่องที่เจ๋งมาก

Visit The Parkinson dooddot 8

ทุกวันนี้เป้าหมายในการเล่นดนตรีของพวกคุณเปลี่ยนไปจากวันที่เป็นนักดนตรีอิสระอย่างไร?

โต: ผมว่าตอนนี้เหมือนเรากำลังก้าวไปสู่อีกพาร์ตของชีวิต จากที่เล่นดนตรีแบบชิลล์ๆ มีจุดหมายเดียวคือการเลี้ยงชีพ พอมาอยู่ตรงนี้ก็บอกตัวเองว่าจุดหมายไม่ได้มีแค่การเลี้ยงชีพอย่างเดียวแล้ว แต่คือการหาจุดยืนที่แข็งแรงให้กับวงและผลิตงานที่ดีออกมา

กานต์: เมื่อก่อนเราเล่นกันแบบแจม (Jamming) ทุกคนเล่นอะไรก็ได้ เล่นเอามันมือไว้ก่อน คล้ายกับเวลาดูนักดนตรีเก่งๆ บางคนที่เล่นมันมาก แต่คนฟังอาจไม่ได้รู้สึกอินกับมัน แต่พออยู่ในระบบ ทุกอย่างที่จะอยู่ในเพลงต้องผ่านการคิดมาก่อน เช่น ถ้าไลน์เบสมาแบบนี้ กีตาร์ต้องมาอย่างไร กลองมาตอนไหน ใช้ความเป็นหนึ่งเดียวกับดนตรีมากกว่าสกิล เล่นเพื่อเพลง ทำเพื่อวง

จะบอกอะไรกับนักดนตรีรุ่นใหม่ที่อยากมายืนในจุดเดียวกับพวกคุณ?

กานต์: สู้ๆ ครับ…

เบียร์: แค่นี้เหรอ?

กานต์: ไม่ใช่อะไร คือถ้าพูดไปมันต้องรื้อระบบการใช้ชีวิตใหม่เลยนะ ขณะที่สังคมปัจจุบันค่อนข้างฉาบฉวย คนมักคิดว่าทุกครั้งที่วงเราปล่อยเพลง นั่นหมายความว่ามันได้รับการกลั่นกรองมาอย่างดีมากแล้ว ซึ่ง…เขาเข้าใจผิด เราทำแป๊บเดียว (หัวเราะ)

เบียร์: เห้ย! จริงๆ เราสามคนทำงานกันเข้มข้นมาก ไม่ปล่อยอะไรให้หลุดรอดสักอย่างเดียว ต้องซ้อมกันจนกว่าจะเล่นได้ อยากบอกว่าให้ตั้งใจกันเยอะๆ อย่าทำแค่ปล่อยผ่าน ให้ทำจนกว่าคุณจะไม่สงสัยอะไรในตัวเองอีกแล้วว่าทำดีพอหรือยัง 

โต: มีเพื่อนนักดนตรีหลายคนถามว่าทำไมเรายังเล่นดนตรีอยู่ เพราะบางคนที่เล่นมาด้วยกันก็เลิก หันไปทำอย่างอื่นแล้ว ผมจึงคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยกว่าเราจะมาอยู่ตรงนี้  เพราะอย่างนั้น ถ้าทำอะไรได้ดีก็ทำให้สุด ทุกอาชีพมีช่วงเวลายากลำบากไม่ต่างกัน แต่ไม่เป็นไร ถ้าคุณเข้าใจว่ามันเป็นธรรมดาของชีวิตที่ต้องมีขึ้นมีลง ขึ้นกับว่าคุณจะยังทำมันอยู่หรือเปล่า

กานต์: ทุกวันนี้ต้องการแรงผลักดันเพื่อให้ไปนั่งหน้าคอมพ์ฯ นี่ละ (หัวเราะ)

เบียร์: แต่งเพลง?

กานต์: เออ!

Visit The Parkinson dooddot 9

ครั้งหนึ่งราชาแกรมร็อก David Bowie เคยทดลองเปลี่ยนแนวทางดนตรีจากแกรมร็อกมาเป็นดนตรีโซลในอัลบั้ม ‘Young Americans’  แต่เขากลับบอกว่าถึงอย่างไรมันก็ว่าเป็นแค่ ‘Plastic Soul’ หรือโซลปลอมๆ แบบคนขาวอยู่ดี เราว่าถ้าเพลงของเดอะ พาร์คินสันรวมอยู่ในหมวดพลาสติกโซลนี้ด้วย มันก็เป็นพลาสติกที่น่านำกลับมารีไซเคิลแล้วเสพวนไปได้อีกหลายรอบ ว่าไหม?

ตามไปเสพงานโซลๆ ของพวกเขาต่อได้ที่
https://www.facebook.com/theparkinson/ หรือ https://www.youtube.com/user/spicydisc

Writer: Wednesday

Tags: ,,

Recommended Article

เราเคยได้ยินผู้ชายบางคนชอบบ่นว่า “ขี้เกียจ” หรือพูดว่า “จะอะไรกันนักหนาแค่แต่งตัว” หลายครั้งมาก คือข้ามกลุ่มที่ใส่ใจดูแลตัวเองอยู่เสมอไปได้เลย เพราะเราเชื่อมั่นว่ากลุ่มนี้ทำ 5 เบสิคที่เรากำลังจะบอกได้ดีอยู่แล้ว

22.ธันวาคม.2016

New TOYOTA SIENTA ที่มาพร้อมกับแนวคิดสนุกๆ “Bring it ALL สนุกเต็มที่ ชีวิตเต็มสไตล์” ที่ต้องบอกก่อนว่ารถคันนี้นั้นทำให้คุณสนุกกับการใช้ชีวิตได้จริงๆ

1.ธันวาคม.2016

เห็นบ้านตัวเองที่อยู่มานาน แล้วรู้สึกเบื่อมุมเดิมมากๆ จัดวนไปมาย้ายของโน่นนิดนี่หน่อยก็โออยู่นะ แต่ที่เห็นแล้วขัดใจมากคงหนีไม่พ้นปัญหาที่เกิดขึ้นมากมาย เริ่มตั้งแต่ภายนอกลามมาถึงภายใน จนตอนนี้ตั้งตัวไม่ทันแล้ว ไม่รู้จะแก้จุดไหนก่อนเลย

20.ธันวาคม.2016

เราหลายคนคงไม่เคยได้ยินคำว่าสไตล์กัปตัน (Style Caption) เราขออธิบายง่ายๆ ว่ามันคือคำเก๋ๆ ที่ NAUTICA ใช้เรียกผู้ที่หลงใหลไลฟ์สไตล์ของเมืองริมทะเลอย่างมหานครนิวยอร์ก ภายใต้คอนเซ็ปต์ใหม่ ‘Inspired by the sea, designed in the city’

6.ธันวาคม.2016

เริ่มต้นปีใหม่แล้ว สิ่งที่สัญญากับตัวเองไว้ตั้งแต่ปีก่อนว่าจะออกกำลังกายบ้างละ จะมีกล้ามท้อง จะเลิกกินอาหารไม่มีประโยชน์ จะไม่ขี้วีน จะเลิกเครียด และอื่นๆ อีกมากมาย เราดีใจด้วยกับใครที่เริ่มลงมือทำ New Year Resolution

19.มกราคม.2017

Advertisement

Advertisement

Advertisement
DOODDOT NEWSLETTER
Subscribe to our email newsletter useful tips and valuable resources, sent out every week

Our Sponsor
Advertisement