ติดตามอัพเดท
จากเรา DOODDOT

กรุณาใส่อีเมลเราไว้ เพื่อติดตามอัพเดท
ข่าวสารและกิจกรรมใหม่ๆจากเรา

SHARE

1777 Views
date :2.มีนาคม.2018
#VISIT — SUNTUR, and how to be a loser like a New Yorker ; ซันเต๋อ และชีวิตของลูซเซอร์ไทยในมหานครนิวยอร์ค

บทสัมภาษณ์นี้ดู๊ดดอทตัดสินใจยังไม่ลงในเว็บไซต์ จนกระทั่งสามเดือนผ่านไป เมื่อย้อนกลับมาอ่านบทความนี้อีกครั้ง เราค้นพบว่าอะไรหลายๆ อย่างที่คนคนหนึ่งเคยพูดเอาไว้ มันยังคงเหมือนเดิม ถ้าพอจะมีสิ่งที่เปลี่ยนแปลงบ้าง มันก็คือสิ่งที่คนคนนี้พูดในบทสัมภาษณ์ว่า ไม่แน่ว่า เมื่อถึงวันหนึ่ง มันจะเปลี่ยน

ขอเล่าถึงโมเม้นต์หลังจากสัมภาษณ์ที่คุณจะได้อ่านต่อไปนี้จบลง ส่วนที่อยู่ใน off the record และยังคงจำอยู่ในหัวเรามาโดยตลอด คือการที่เขาบอกว่า “เออ ความจริงเราควรจะพูดถึงความ loser ของคนที่มาอยู่เมืองนี้ด้วยนะ”

นิวยอร์คเป็นเมืองประหลาด เป็นเมืองสำหรับคนมีฝัน และอยากทำมันให้สำเร็จตามแนวทาง American dream แต่ในขณะเดียวกันเมืองนี้ก็พร้อมที่จะรุมทึ้งเราอย่างไม่ใยดี จนทำให้หลายคนยอมรับที่จะเรียกตัวเองว่า loser

—————

เรากำลังนั่งคุยกับ SUNTUR ; ยศนันท์ วุฒิกรสมบัติกุล หลายคนรู้จักเขาในฐานะนักวาดภาพประกอบลายเส้นน่ารักและมีเอกลักษณ์ ในวาระที่เขาเดินทางกลับมาเมืองไทย หลังจากเดินทางไกลไปใช้ชีวิตที่นิวยอร์คนับได้ก็สองปีแล้ว เต๋อบอกกับเราว่า หลังจากสัมภาษณ์เสร็จ เขากำลังจะไปคุยถึงนิทรรศการแรกในชีวิตของเขา ซึ่งสามเดือนให้หลัง ความตั้งใจนั้นก็เป็นจริง

ส่วนเราบอกกับเต๋อว่า วันนี้จะคุยแบบคนอยากรู้อยากเห็น แบบที่อยากรู้ว่านิวยอร์กเก้อร์มันเป็นยังไง ทำไมใครๆ ถึงอยากไปตามฝันกันที่เมืองนี้

ทำไมถึงเลือกนิวยอร์ค
ตอนนั้นดูไว้สองเมือง คือลอนดอนกับนิวยอร์ค ไม่ได้เลือกจากปัจจัยแบบที่คนทั่วไปเลือกเลย เห็นว่าเพื่อนไปอยู่นิวยอร์คกันเยอะ ก็เลยไป อยากไปเมืองที่รู้สึกว่าไม่เหงา ถ้าถามเรื่องค่าครองชีพน่าจะพอๆ กัน แต่นั่นแหละ เพื่อนก็เป็นปัจจัยหนึ่ง เรากลัวเหงา ตอนแรกว่าจะไปคนเดียวด้วย แต่พอไปเล่าให้เพื่อนคนนู้นคนนี้ฟัง ก็เลยมีเพื่อนมาด้วยกันเลย

อยู่นิวยอร์คมาสองปีแล้ว นิวยอร์คทำให้เราเปลี่ยนไปไหม
ที่เห็นชัดที่สุดคืองานเปลี่ยน หมายถึงสไตล์งานเปลี่ยน มีการวาดที่เปลี่ยนไป เราว่าเราเห็นอะไรเยอะขึ้น ตอนนี้เราอยากทำงาน fine arts อยาก painting อยากเป็นศิลปิน มากกว่าเป็นนักวาดภาพประกอบแล้ว ไม่อยากวาดตามโจทย์แล้ว

มันเหมือนเราเติบโตขึ้นนะ ในแง่ชีวิตมันก็เปลี่ยน เราไม่เคยซักผ้าเองก็ต้องซักเอง หรือทำกับข้าวตอนอยู่บ้านก็ทำเอาสนุก ว่างๆ ก็ทำ แต่อยู่ที่นี่ต้องทำเพื่อดำรงชีวิต เพราะมันถูก

สังคมสายออกแบบและศิลปะของนิวยอร์คเป็นอย่างไรบ้าง
เหมือนเปิดโลกเลย เราไปดูแกลเลอรี่เยอะมากแถวเชลซี (Chelsea, Manhattan) ไปดูงานศิลปะต่างๆ เราเห็นว่า เฮ้ย รูปนี้ขายแพงขนาดนี้ได้ยังไงนะ ทั้งๆ ที่รูปเขาอาจจะวาดไม่ได้ยากมาก ทำไมราคาตั้งแสนเหรียญ มันเลยเป็นการถามกลับมาที่ตัวเราว่า ทำอย่างไรให้เป็นที่ยอมรับ มันมีไฟในการทำงาน

เคยคุยกับพวกศิลปินไหม
เราไม่กล้าเข้าไปคุย ภาษาก็แย่ คือปกติแล้วเราเป็นคนที่ไม่กล้าเข้าไปคุยกับใครก่อน อยู่ไทยก็เป็นแบบนี้ กลัวว่าถ้าเข้าไปคุยแล้วเขาจะคุยกับเราหรือเปล่าวะ

แรงบันดาลใจของนิวยอร์คคืออะไร
มันเหมือนคนที่ไม่ยอมหลับ เมืองมันตื่นตลอดเวลา ซับเวย์วิ่งทั้งวัน เคยไปร้านกินดื่มกลับมาตีสี่ตีห้าก็ยังมีคนเดินไปเดินมาตลอด แถมเมืองมันมีความอิสระ อยากจะร้องจะทำอะไรก็ได้ เคยเห็นคนเยี่ยวในซับเวย์ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ

มาเรียนอะไรที่นิวยอร์ค
เรามาเรียนคอร์สเล็กๆ มีแทบทุกแขนงทางศิลปะ ก็ลงเรียนด้านที่อยากเรียนอยากทำ โรงเรียนที่เราเรียนมันไม่ดังเลยนะ ครูเลยแทบไม่มีผลกับเราเลย มันอยู่ที่ตัวเราทำงาน อย่างตอนเรียนคนในห้องก็ไม่ค่อยเก่งมาก มันจะมีแบบถ้าเก่งก็คือเก่งมากเลย พวกเอเชีย ญี่ปุ่น คลาสหนึ่งเราลงเรียนภาพประกอบแฟชั่น คนที่มาเรียนแทบไม่มีพื้นฐานกันเลย เหมือนเริ่มใหม่กันทั้งหมด เราเลยกลายเป็นคนเก่งไปเลย (หัวเราะ)

บรรยากาศการเรียนล่ะ เป็นอย่างไรบ้าง
ค่อนข้างตัวใครตัวมัน ไม่ค่อยช่วยกันคอมเม้นต์งาน คือจะมีก็แต่ชม ชมเก่งมาก ฝรั่งเป็นคนชมกันง่ายเกินไป เราก็พลอยติดนิสัยนี้ไปด้วย เพราะไม่รู้จะคุยอะไร อยากจะติก็คิดคำไม่ออก

คนส่วนใหญ่ที่มาเรียนมักอยากได้งานไปใส่ในพอร์ทฯ (portfolio) เรียนเพื่อยื่นยูฯ (university) ยื่นที่ทำงาน ในนิวยอร์คมีที่เรียนแบบนี้เยอะมาก มีตั้งแต่ถูกมากไปจนถึงแพงโหด บางอันเรียนแล้วได้ดีกรีได้ใบประกาศก็มี แต่คนไม่ค่อยสนใจหรอก มันเอาไปใส่พอร์ทฯ ไม่ได้

สิ่งที่ยากในการเรียนแบบนี้คือมันลำบาก เพราะเราไม่มีรถขับไง เวลาจะทำงานก็ต้องนั่งซับเวย์ไปซื้อเฟรมใหญ่ๆ ก็เอาเท่าที่ถือไหว เดินหิ้วเฟรมไปที่สตูโรงเรียน มันมีพื้นที่ มีอุปกรณ์ มีบรรยากาศ ทำงานที่บ้านบ้าง แต่มันแคบ พื้นที่ไม่พอ

ณ เวลานี้ งานของ SUNTUR มีอะไรอยู่ในนั้นบ้าง
ตอนนี้เราสนใจเรื่องแลนด์สเคปและการใช้สี คือเราชอบงานที่มีสเปซ (ที่ว่าง) เยอะๆ ที่นี้พอกลับมาดูทุกงาน เราก็เพิ่งค้นพบว่า งานเราแม่งเหงาหมดเลย ตอนวาดไม่ได้รู้สึกอะไรนะ แต่พอวาดเสร็จมันถึงดูเหงา ถึงแม้จะใช้สีสดใสแล้วก็ตาม

ไม่ได้มีแรงบันดาลใจชัดเจนขนาดนั้น คือมันออกมาเอง เหมือนเราเก็บเกี่ยว material ไปเรื่อยๆ แล้วพออยากวาด ก็เพียงแค่ดึงมันออกมาเท่านั้นเอง

งานช่วงแรกกับตอนนี้มันแตกต่างกันมาก
ตอนนี้เราไม่ชอบงานตอนช่วงแรกเลย เพราะว่ามันไม่สวย มันเหมือนเราโตขึ้น เมื่อก่อนใส่รองเท้าสกอร์ เป้เอ้าดอร์ มันเคยเท่ แต่ตอนนี้มันไม่เท่แล้ว สิบปีข้างหน้าเราอาจจะกลับไปชอบก็ได้ เหมือนเราเจออะไรใหม่ๆ ที่เราชอบมากกว่า เป็นปกติมาก

เราเคยพยายามเสนอแบบใหม่ที่เราชอบนี้ให้กับลูกค้า สุดท้ายลูกค้าบอกไม่ชอบ อยากได้แบบซันเต๋อ แต่มันคือแบบตอนนั้นไง แต่เราก็ไม่เป็นไร มันเป็นงาน แต่ก็มีเหมือนกันที่ลูกค้าเจอแนวทางใหม่ของเราแล้วไม่แก้เลย งานช่วงหลังเราใช้สีเยอะขึ้น ไม่พาสเทลแล้ว

ถ้าไม่ได้ไปนิวยอร์ค อยากไปที่ไหนแทน
เราอยากไปอยู่ญี่ปุ่น เพราะเราชอบอาหารญี่ปุ่นมาก ญี่ปุ่นมันน่ารัก เราว่าหลายๆ คนก็ชอบ งานแบบญี่ปุ่นมันคืองานที่มินิมอลและลึกซึ้งแบบที่เราชอบ

หลังจากนี้อยากเรียนรู้อะไรอีก
เราอยากลองทำนิทรรศการของตัวเอง วาดรูปมาหลายปีมาก ก็เลยอยากทำ อยากขนงานซีรี่ส์ที่กำลังทำอยู่มาจากนิวยอร์ค มาแสดงที่กรุงเทพฯ

การมีนิทรรศการของตัวเอง ถือว่าชีวิตประสบความสำเร็จไหม
มันคือเช็คลิสต์หนึ่งของชีวิตมากกว่า มันคือสิ่งที่เราอยากทำก่อนอายุ 30 ออกจากงาน ไปอยู่เมืองนอก เราทำมันก่อน 30 หมดเลย หลังจากนั้นคงเละเทะไม่ได้แล้ว

ถือว่าไปใช้ชีวิตใช่ไหม
ไปนิวยอร์คช่วงแรกเราไม่ค่อยกินเหล้า มันแพงมากเลยนะ คืนหนึ่งหมดไป 4–5 พันบาท แต่พักหลังพอมันเหงา พออากาศดี ผู้คนก็เป็นมิตรดี สังคมมันดี มันทำให้เราอยากออกไปนะ เละเทะอยู่ (หัวเราะ)

ก็มีคนว่าเราแหละ แต่เราก็จะตอบว่า เราตั้งใจมาใช้ชีวิตอะ เรามาด้วยเงินตัวเอง ในขณะเดียวกันเราก็รับผิดชอบตัวเองได้

เคยหมดไฟไหม
บางวันก็แฮปปี้มาก แต่บางวันก็เศร้ามาก นิวยอร์คมันร้ายนะ คือเราหมดไฟจริงๆ แหละ แต่ก็ไม่ได้อยากทำให้ชีวิตแย่ลง ก็จะแก้ปัญหาด้วยการออกไปข้างนอก เดินแกลเลอรี่ ไปเจอเพื่อน ไปบ่น แล้วก็กลับบ้านมาทำงานต่อ

ถือว่ามีแฟนคลับติดตามผลงานเยอะเลย อยากบอกอะไรไหม
ฝากติดตามกันเรื่อยๆ อย่างเพิ่งทิ้งกัน ฝากดูงานเราไปเรื่อยๆ เราว่าเรายังทำได้มากกว่านี้ ยังวาดได้มากกว่านี้

เรากดปุ่มหยุดการอัดเสียง สักพักเต๋อก็นึกขึ้นมาได้ว่า ยังไม่ได้พูดถึงเรื่องความ loser ที่เขาสัมผัสได้จากเมืองนี้เลย

อย่างไรก็ดี จากการได้พูดคุยกับเขาในวันนั้น และการได้เดินชมนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกในชีวิตของซันเต๋อในวันนี้ เราค้นพบว่า นิวยอร์คมันเป็นเมืองร้ายกาจจริงๆ ดังใครๆ ว่า

มันเป็นเมืองขายฝัน และพร้อมที่จะทำให้เรากลายเป็น loser อย่างราบคาบในชั่วข้ามคืน

แต่สำหรับ loser ที่ชื่อ SUNTUR เราว่าเขาคือตัวอย่างที่ดี ของคนที่เติบโตขึ้นมาก จากการขัดเกลาของเมืองผลิต loser ที่ชื่อนิวยอร์คนี่แหละ

—————

พบกับความเงียบที่ถูกถ่ายทอดผ่านลายเส้น
ของ SUNTUR ; ยศนันท์ วุฒิกรสมบัติกุล
ได้ในนิทรรศการ

Zero Decibel :
Solo Exhibition by SUNTUR

Yelo House ซอยเกษมสันต์ 2 เชิงสะพานหัวช้าง
จัดแสดงถึง 7 เมษายน 2561
เข้าชมฟรี (หยุดทุกวันอังคาร)

facebook.com/suntur.studio


ถ่ายภาพ : จุลรมณ์ จุลกะ

Advertising

Relate Video

ทุกวันนี้ศิลปะในการผลิตมิวสิควิดีโอนั้นถือว่าก้าวหน้าไปอย่างมาก ทั้งในเรื่องเทคนิคและวิธีการเล่า ที่ศิลปินไม่น้อยให้ความสำคัญกับมันไม่แพ้ตัวเพลงที่พวกเขาทำ

date :18.มิถุนายน.2018
Recommended Articles

น้อยคนนักที่จะรู้ว่า ‘อารีย์’ คือย่านผู้ดีเก่าที่เต็มไปด้วยบ้านหลังใหญ่ของตระกูลเก่าแก่ เดิมที่นั้นย่านอารีย์เต็มไปด้วยพื้นที่รกร้าง เมื่อการมาถึงของรถไฟฟ้าสายสุขุมวิทเกิดขึ้น ย่านอารีย์ก็เปลี่ยนแปลงไปแบบก้าวกระโดด พื้นที่รกร้างถูกเติมเต็มด้วยบ้านเรือนของผู้คน

16.พฤษภาคม.2018

หากความต้องการในการใช้รถยนต์ของคุณ มีมากพอๆ กับความต้องการมีสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ ที่ต้องใช้ระยะเวลาให้การผ่อนนานๆ เช่น บ้านหรือที่ดิน จนทำให้ไม่กล้าตัดสินใจซื้อรถยนต์สักที เพราะกังวลว่าจะเพิ่มภาระทางการเงินให้กับตัวเอง

27.เมษายน.2018

Advertising

Related Articles