Blog Interview
by Dooddot team/16 February 2012



"ทุกๆคนมีความฝันแหละ แต่จะมีสักกี่คนที่ทำฝันให้เป็นจริง 
ถ้าเราไม่เริ่มทำจากตัวเอง ก็ไม่มีใครมาทำให้เราหรอก
อย่าอ้างโน่นอ้างนี่ 
ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับตัวเรา"  -  โอ๊ต ชัยสิทธิ์
 

Everyone has a dream but not so many can catch their dream. 
If we don’t start to do something, nobody will do for us,
everything depends on ourselves. - Oat Chaiyasith

 


จากเด็กคนนึงที่มีฝันว่าอยากจะเป็นช่างภาพระดับโลกให้ได้ มาวันนี้ฝันของชายคนนี้กำลังจะเป็นจริง การก้าวข้ามอุปสรรคและเดินหน้าสู่ความสำเร็จ ที่เขาบอกว่ามันยังแค่เริ่มต้นเท่านั้น ยังมีอีกร้อย อีกพันก้าวที่เข้ายังต้องเดินต่อไป หนทางกว่าจะมาเป็นอย่างทุกวันนี้ เขาเริ่มต้นและเดินทางอย่างไร ความลำบาก อนาคตที่เขาวาดไว้จะเป็นแบบไหนลองติดตามได้กับการสนทนาข้ามทวีปของช่างภาพสายเลือดไทยที่ไปไกลถึงอังกฤษ โอ๊ต ชัยสิทธิ์ จุนเจือดี

 

From a little boy who had dreamt to be the world famous photographer. Today his dream is coming true. he said it’s just the beginning for his path of success. The conversation across the continent from UK with the Thai photographer will show his beginning and the journey of Oat - Chaiyasith Joonjurdee. 

         


มันเริ่มจากฝันแรกตั้งแต่เรียนประถมที่เราอยากเป็นสถาปนิก 

เราชอบดูพวกโมเดลบ้านมาก นึกแล้วก็ตลกดี ชอบถึงขนาดเก็บกล่องขนมมาทำโมเดล พอตอน ม.ปลายเราก็เลือกเรียนสาย วิทย์-ศิลป์ เพื่อที่จะได้สอบเข้าสถาปัตย์ และเราเป็นคนเดียวในห้องที่เลือกเรียนและต้องเข้าไปเรียนในห้องพักครู ตอนแรกเพื่อนๆมันแซวกันใหญ่เลย แต่พอเรียนไปเรียนมา กลับมีเพื่อนเรียนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะมันเริ่มเรียน วิทย์-คอม ไม่ไหวกัน ที่นี้หละเราหัวเราะดังกว่าตอนที่พวกมันหัวเราะอีก(หัวเราะ) พอเรียนศิลปะก็เริ่มรู้สึกว่า เราวาดรูปไม่ได้เลยจะสอบเข้าสถาปัตย์ได้ยังไง วาดรูปห่วยมากจริงๆ ก็เลยไปเรียนติวกับพี่ที่จุฬา และตอนนั้นแหละเริ่มอยากได้กล้องถ่ายรูป บวกกับตอนนั้นพี่ๆเขาเห็นว่าเราน่าจะเรียน Industrial Design (ID) เพราะเราชอบพวก function พวกนั้น พี่ที่สอนเราเขาบอก “จริงๆแล้วเราเป็น ID นะ เพราะทุกๆอย่างที่เราทำมันดูเป็น ID มาก” ก็เลยตัดสินใจเปลี่ยนไปสอบเข้า ID แล้วก็สอบติดที่ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี จำได้เลยตอนไปสอบสัมภาษณ์ บอกอาจารย์ว่า “อาจารย์ให้ผมเรียนเถอะ เชื่อผมเถอะ ว่าผมจะมีอนาคตที่ดีในคณะนี้ ถึงแม้ว่าผมจะวาดรูปห่วยก็ตาม แต่ผมมี vision นะอาจารย์” (หัวเราะ) 



“I told the professor that i will have a very good future in this career. Although I can’t draw but I have a vision.”

My first dream from the primary school was to be an architect.It’s funny that i was so crazy about the house model, I collected the snack boxes to build the model myself. When i was in high school, i was the only one who attend the program to continue college level in school of architecture. More friends joined the program after they realized that computer program was too hard and moved to my program. However after i started my art class i knew that i couldn’t draw so i went to the tutor. That is when i wanted a camera the first time, and the tutor at Chula suggest that my character is more suitable for Industrial design. So I got in to Industrial design at KMUTT. At the interview i told the professor that i will have a very good future in this career. Although i can’t draw but i have a vision. 

 

 

จำได้ว่าตอนม.5 อยากได้กล้องมากๆ 

Nikon รุ่น coolpix 4300  4 ล้านพิกเซล สองหมื่นกว่าบาท เดินไปดูทุกวันเลย ก็จะลากแม่ไปดูที่ร้านกล้องทุกครั้ง ซึ่งมันเป็นอะไรที่ยากมากที่จะโน้มน้าวใจให้แม่ซื้อกล้องให้ตัวหนึ่ง 20,000 บาท กล้องตัวแรกได้มาเพราะว่าเอนท์ติด ตอนนั้นสอบตรงติดที่ สถาปัตย์บางมด (มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี) แล้วก็สอบติดโควตาที่เศษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ แม่นี่แบบจุดพลุเลย ลูกเอนท์ติด เราก็ได้โอกาสเลย “แม่เอนท์ติดแล้วน่ะขอกล้องตัวนึงละกัน” คราวนี้เลยขอ Canon 300D ที่เป็น DSLR ก่อนที่เราจะซื้อเราศึกษามันมาประมาณหนึ่งเลยละ ดูหนังสือเยอะมาก เพราะเราเป็นคนที่ค่อนข้างใช้เงินคุ้มค่านิดนึง จะซื้ออะไรทีนึงจะใช้เวลาคิดนาน เพราะเก็บเงินด้วยตัวเอง เงินมันมีน้อย แต่พอจะซื้อจริงๆก็เกรงใจแม่ เพราะราคามันตั้ง 40,000 บาท เลยไปแคะกระปุกมา มีอยู่ 8,000 บาท เลยช่วยสมทบทุนแม่ไป 8,000 บาท พอได้กล้อง ก็แบบเท่ห์โคตรๆ เพราะกล้องมันมืออาชีพมาก แต่ถ่ายออกมาดูไม่สวยเลยสักรูป มันดูไม่ได้เลยนะ เราก็รู้สึกแย่ละ ถือกล้องตัวเบอเร่อแต่ถ่ายรูปไม่ได้เรื่องเลย 


When i was in High school I want a camera badly.

I took my mom to the camera shop to look at the Nikon coolpix 4300, 4 million Pixel for 20,000 baht everyday. It hard to convince her to buy. My 1st one was a reward for accepted both to the School of Architecture and Design, King Mongkut’s University of Technology Thonburi and Faculty of Economics, Thammasat University. My mom was so proud, so i took a chance asking her for a Cannon 300D that I had reserved for a while. Since I had a limit budget and it was 40,000 baht. And I gave my mom on 8,000 baht from all of my saving. when I got a camera, it looked very awesome and professional. But the photo was pretty bad, it felt so bad having a cool camera but taking a bad pictures.

 

  

  


เราก็เลยไปเรียนถ่ายภาพ 

อาจารย์นพดล อาชาสันติสุข (บรรณาธิการ นิตยสาร Camerart) ทำให้เรารู้ว่าสิ่งที่เคยรู้มาเกี่ยวกับการถ่ายรูปมันผิดหมดเลย เพราะการถ่ายรูปมันไม่ใช่การจำว่าค่าแสงแบบนี้ต้องตั้งค่าอันนั้นอันนี้เท่าไหร่ แต่มันคือการทำความเข้าใจกับการถ่ายภาพมากกว่า อาจารย์ท่านเริ่มสอนตั้งแต่เบสิกใหม่เลย จนเริ่มถ่ายเป็นขึ้นมาระดับหนึ่ง แต่ก็ยังไม่ได้ดีอะไรมากมายนะ ใครที่คิดว่าตัวเองถ่ายรูปไม่เก่งอะ ให้มาดูงานเราจากกล้องตัวแรก เชื่อไหมว่าเรายังเก็บไว้อยู่เลย( หัวเราะ) พอเรากลับไปดูก็ขำตัวเองนะ ครั้งนึงแฟนเราถามเราว่าทำไมไม่ลบมันทิ้งไปหละ เราตอบว่า “เราเก็บมันไว้เพื่อเตือนสติตัวเอง มันเป็นแรงผลักดันในการทำงานของเรานะ ไอ้ความรู้สึกแย่ในตอนนั้น แต่พอกลับไปดู มันก็ทำให้เราภูมิใจนะ ว่าเราก็มีการพัฒนาทางด้านถ่ายรูปเหมือนกัน”



So I took a photograph class

My instructor, Nopadol Achasantisuk (The editor of camerart magazine) taught me that all I know about photo was all wrong. Taking a photo was not only about setting value in camera. But the understanding of the photography. He started to taught from the basic. I improved a little but not that good. Whoever think tha t they can’t taking a photo should look at my 1st portfolio. Looking back it kind of funny once my girlfriend asked me “why didn’t I deleted it, I answered it was to remind myself and be my motivation that bad feeling make me proud today.” 


"

มันไม่มีงานทำ ไม่มีงานไม่พอมันหนาวมาก หดหู่มาก ตังค์ก็หมด 
เราร้องไห้เลยนะ  ท้อมาก มันยากเกินไปแล้ว มันเกินสิ่งที่เราคาดหวังไปเยอะแล้ว 


" 

 

เราไม่ใช่คนที่ได้อะไรมาง่ายๆน่ะ 

เราเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย ตั้งแต่เด็กแจกใบปลิว จนถึงคุมไซด์งาน เป็นมาหมดแล้วอะ โดดเรียนประจำเลย สมัยเรียนมหาลัยเราเริ่มจากการเป็นช่างภาพถ่ายงานรับปริญญา ถ่ายวันนึงได้ 3,500 อยู่ได้ทั้งอาทิตย์เลยน่ะ ตอนนั้นเราก็ทำทั้งถ่ายรูป ทำกราฟฟิก branding และ Industrial design (ออกแบบอุตสาหกรรม) คือทำทุกอย่าง พอทำงานถ่ายรูปไปสักพักนึงคนก็เริ่มรู้จักเรามากขึ้น



I’m not getting thing that easily

I took a part-time job from distributing a flyer to foreman I have to skipped a lot of classes. When I was in college I was a gradation ceremony's photographer. I made 3,500 bath a day, and with that I can live for a week. At that time I did it all since taking picture, graphic design, branding and industrial design. when I was graduated I got more customer so I don’t have to find a job. Being a freelance as I was is enough for the income.



ส่วนมากคนชอบถามเรื่องกว่าจะมายืนอยู่ตรงนี้เดินทางยังไง แต่ไม่ค่อยมีคนถามว่าแต่ละ step มันเป็นยังไง 

อย่างตอนที่อยู่อังกฤษ ช่วงมกราปีที่แล้ว (หัวเราะ) มันไม่มีงานทำ ไม่มีงานไม่พอมันหนาวมาก หดหู่มาก มันแบบอับเฉาไปหมด ดอกไม้ไม่บาน บ่ายสามก็มืดแล้ว ตังค์ก็หมด แม่ก็บอกให้กลับบ้าน เรียนก็ยาก ชีวิตมันแย่มากๆ เราเคยส่งอีเมลไปสมัครงานเป็น 1000  ฉบับ แล้วไม่มีใครตอบกลับมาเลยน่ะ บางที walk in เข้าไป โดนคนดูถูก โดนคนหาว่า คุณเป็นเอเชียจะทำงานแบบนี้ได้หรอ นี่มันเป็นงานของฝรั่งเขาทำกันน่ะ ซึ่งมันเป็นอุปสรรคครั้งยิ่งใหญ่มากเลยน่ะ เราร้องไห้เลยนะ  ท้อมาก มันยากเกินไปแล้ว มันเกินสิ่งที่เราคาดหวังไปเยอะแล้ว ก่อนที่จะมาอยู่อังกฤษปีนึงเต็มๆ เราทำงาน 7 วัน ทำงานทุกวันถ่ายรูปทุกวัน ทำงานหนักมาก และพอมาอยู่อังกฤษไม่มีงานทำนั่งนอนอยู่บ้าน เหมือนชดเชยเวลาที่เราทำงานหนักตอนอยู่เมืองไทย ว่างอยู่ 8 เดือนเลยน่ะ แต่ในช่วง 8 เดือนนั้นก็ทำ Portfolio อยู่ตลอดเพื่อพัฒนางานของตัวเองให้ดีมากขึ้น และเป็นที่ยอมรับ ในช่วงนั้นเงินที่หามาจากไทยก็เริ่มจะหมดแล้ว เกือบไปสมัครเป็นเด็กล้างจานแล้ว เพราะเงินดี แต่แฟนเราห้ามไว้บอกให้ลองสุ้อีกสักครั้ง  เราก็แบบเอาว่ะ อีกสักตั้ง ก็มาได้งานแรก เป็นงาน wedding ซึ่งเป็นงานที่เราถนัดที่สุด แล้วมันก็ต่อยอดมาเรื่อยๆ 

 

 

Most people ask how I can be here, but nobody ask about each step

When I was in UK last january I didn’t have a job. I didn’t have money. I was so depress. My mom want me to get back home in Thailand. I sent a lot of email to apply for a job for 1000 times. when I went to interview I was look down that asian cant do this kind of job, it a job for European. I was my great obstacle, I did cried, it was too hard. For 8 months, I stay at home for nothing, but I took the time to improved my portfolio. I almost took a busboy job at the restaurant nearly broke. I got my first photograph job as a wedding photographer which I can do the best, after that the job keep coming. 

 

    

    


ฝรั่งมันมองหน้าเรามันก็ส่ายหัว 

ไอ้พวกไอ้ตี๋เนี่ย ไปค้าขายเถอะ งาน art ไม่เหมาะกับพวกคุณหรอก เขาก็มองเราแบบไอ้ตี๋นี่จะมาถ่ายแฟชั่น โอ๊ยไปเหอะ ! ซึ่งมันยากน่ะ ว่าทำไมเขาไม่เปิดใจรับเราบ้างน่ะ แต่เราก็ทำมาให้เขาเห็นไงว่า ว่าถึงเราจะเป็นเอเชียก็ตาม แต่เรามี standard ที่มันเทียบเท่าฝรั่งน่ะ เผลอๆมันดีกว่าฝรั่งบางคนอีก ซึ่งกว่าที่จะทำมาให้เขายอมรับกันโดยรวมแล้วมันก็ยากมากพอสมควร ยากมากจริงๆ แต่วันที่เราทำได้มันก็มีความสุขมากแหละ ตอนนี้ก็ยังขอบคุณช่วงเวลานั้นอยุ่น่ะ ถ้าไม่มีช่วงเวลานั้นเราก็คงเคว้งและอาจจะเป็นแค่เด็กล้างจานไปแล้วก็ได้ คนที่จะมาเดินในสายงานนี้ ถ้าอยากจะมา challenge ให้เขาเห็น เราก็ต้องมีความอดทนให้เขาเห็นให้ได้ เราต้องอย่ายอมแพ้ คำที่คนอื่นชม เก็บเอาไว้เป็นกำลังใจ เก็บไว้เป็นกำลังใจที่ดีในการสู้ต่อไป ไอ้คำที่มีคนด่าคนว่าคนดูถูกเก็บไว้มาเป็นแรงผลักดันในชีวิต ให้เราสู้แล้วเราจะไม่ย่อท้อกับมัน การที่มีคนด่าเราแสดงว่าสิ่งเหล่านั้นมันคือความจริงที่มันเกิดขึ้นกับตัวเราเอง คำด่าทุกๆคำมันคือคำที่ออกมาจากใจจริงๆ ไม่เสแสร้ง แต่คำชมเราไม่รู้หรอกว่าชมเราจริงหรือเปล่า มันก็แค่ลมปาก

 

 

The English do not accept me

They think that asia people should do be a saleman, not an artist. It’s not easy to gain reputation. but I try my best to let them see that my work have the same quality as any of them or better than some of them. It took time to get accepted, which was very hard. However, that horrible time taught me some lessons that i should thank for, I might be a busboy if i could not pass that hard time. For anyone who wants to be a professional photographer. You can’t give up, you must be patient and fight. Remember that “All complains are from real but the compliments may not.”



เรามีความฝันตอนเด็กๆว่าอยากจะเป็นข่างภาพที่ดี

อยากประสบความสำเร็จ อยากให้แม่อยู่สบาย อยากมีผลงานที่ทุกๆคนชื่นชอบ เราเป็นเด็กที่ดูแล้วไม่สู้คนเท่าไหร่ แบบ มึงรังแกกูเถอะ (หัวเราะ) ด้วยคาแรกเตอร์เราเป็นคนแบบค่อนข้างจะ soft soft แบบอะไรก็ได้ ก่อนหน้านี้มันเคยมีคนดูถูกเราไว้เยอะ แต่เราก็อยากขอบคุณเขาน่ะ ว่าไอ้คำดูถูกพวกนี้ทำให้เรามีพลังมากๆเลย แบบเดี๋ยวจะทำให้ดูว่าเราก็ทำได้น่ะ ก็ถ้าเกิดสมมติว่า เราอยากทำให้งานมันออกมาดีที่สุด เรามีความสุขเวลาเห็นคนเขาชื่นชมในผลงาน ชอบรูปของเรา ผลพลอยได้ออกมาก็คือเราจะมีงานทำ มีชีวิตที่ดีให้แม่ มีชีวิตที่ดีให้ครอบครัว และก็จะได้ยกระดับมาตรฐานของวงการการถ่ายภาพของสังคมไทยให้มันดีขึ้น คนไทยจะได้เข้าใจมูลค่าของการถ่ายภาพมากขึ้นหน่อย ไม่ใช่แค่ว่า ทุกคนพูดว่า “ ใครๆก็ถ่ายภาพได้” แต่ถ้าถามว่าคนคนนึงสามารถเข้าใจการถ่ายภาพหรือเปล่า อีกเรื่องนึงและ

 

 

I have a dreamt about this career, since I was a kid

I wanted to succeed, wanted mom to live well, wanted the work that everyone likes, but I was not a fighter, soft character. I want to thank all the complains because it turned to be my energy to show that i can. When I want to get the best work, I am happy when people like my works then I have a job. So I can provide good things for mom, for my family, and I can upgrade Thai photography. So the value of photograph is more. Anyone can take a picture, but if they can take a good picture, that is a very different thing.

 

 


แม่นี่เป็น hero เราเลยนะ 

เราเป็นที่ค่อนข้างเอาแต่ใจตัวเองมากเลยน่ะ แม่บอกให้เราทำ 10 อย่างเราไม่ทำสักอย่าง แต่วันที่เราเคว้งเราไปหาแม่ก่อนเลยน่ะ แม่ไม่เคยบอกให้เราเป็นช่างภาพเลย คนจีนอ่ะมีแต่เรื่องค้าขาย นับเงินดีกว่าไม่เหนื่อยด้วย แต่เรามีความฝัน ถ้าเราไม่ได้ทำคงโกรธตัวเองไปทั้งชีวิต ทำได้ไม่ได้ไม่รู้แต่เชื่อว่าได้ทำแล้วดีกว่า อีกคนคือพี่นุช นี่แบบไอดอลตัวจริงเลย เป็นคนที่บอกเราว่า โอ๊ตไปเมืองนอกนะพี่เห็นอะไรหลายๆอย่างในตัวโอ๊ต โอ๊ตควรไปหาประสบการณ์ที่เมืองนอกนะ และก็แฟนเรา อาจารย์นพดลที่สอนถ่ายรูปที่เมืองไทย และอีกคนคือพ่อบุญธรรม คุณพ่อวิชิต ที่เป็นคนที่มีอิทธิพลต่อชีวิตในการถ่ายภาพของเราน่ะ ส่วนที่คนที่เป็นไอดอลเรื่องการถ่ายภาพมีเยอะมากเลยอย่าง Mario Testino, Tim Walker, Annie Leibovitz ประมาณนี้ 


Mom is my role model.

I was a stubborn boy i didn’t do anything that mom told but when I ran to mom the first place when I had a bad day. Mom haven't told me to be a photographer. Chinese think only about money but i have a dream I won’t forgive myself If i don’t work hard for it. Another idol is sister Nuch who told me to go abroad to find new experience for life. My girlfriend,  Teacher Noppadol and my god father are my influential to my photograph. And My idols of photography are Mario Testino  Tim Walker, Annie Leibovitz 

 

ถ้าอย่างคนที่เราใกล้ชิดมากที่สุดก็น่าจะเป็น RANKIN

เพราะว่าเราได้ฝึกงานกับเขา เราได้อะไรจากเขามาใช้กับตัวเราเยอะมากๆ เพราะเขาเป็นข่างภาพ Top ของอังกฤษ และเป็น Top ของโลกด้วย ซึ่งเขาเป็นช่างภาพที่ใช้ media ต่างๆ ไม่ใช่แค่การถ่ายรูปในการนำเสนอผลงานของเขาเท่านั้น การนำเสนอผลงานของเขาออกมาผ่าน film กล้อง ภาพนิ่ง และก็ทำ exhibition จัด live activity เขาจะคิด project  ตลอด เป็นคนที่ไม่หยุดคิด และต่อยอดจากสิ่งที่เขาคิดตลอดเวลา อย่างไปฝึกงานกับเขา เขาถ่ายภาพ ads ของ โรซลอยซ์ ในเวลาเดียวกันทางทีมวีดีโอเขาเข้ามาถ่าย VDO ต่อ ซึ่งเขาจะ launch ออกไปทั้งภาพนิ่งและVDO และเขามี online media ต่างๆ ทั้งtwitter ทุกอย่าง ออกมาเป็นทีม และทุกอย่าง publish พร้อมกัน เพราะฉะนั้นมันทำให้เราเห็นว่าปัจจุบันโลกเปลี่ยนไปแล้วไม่ใช่แค่ภาพๆนึงที่จะนำเสนอทุกๆอย่างได้้ แต่เขาใช้ทุกอย่างเล่าเรื่องราวทั้งหมด ของ advertising ชุดนี้ออกมา เป็น campaign และ launch ออกไปทั้งชุด ซึ่งเขาตอบโจทย์ลูกค้าได้ทุก channel ที่ลูกค้าต้องการ ลูกค้าสามารถเอา VDO นี้ลงใน youtube ก็ได้ ลงทีวีก็ได้ ads ก็ได้ และในทางกลับกันเขาใช้ brand image ในการเป็นช่างภาพระดับโลกของเขา ในการ push brand หรือ collection งานนั้นๆ ที่เขาถ่ายไปด้วยในตัว ฉะนั้นมันคือการ support ระหว่าง ช่างภาพกับ brand ต่างๆในเวลาเดียวกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราจะได้เรียนรู้จากเขาได้เยอะ 

 

 

The one that i familiar the most is Rankin

Because I had an internship with him. I got so many thing from him he is one of the best photographer of England and the world. He uses many media not only the photograph to present his work. He’s present Film Photography Exhibition and live activity. He’s non-stop thinker. When I trained with him, he photograph the Rollroyce commercial he’s also filming at the same time. So he can launch both photograph and video. He also have online media, twitter and everything divided into different team. Everything will be publish at the same time. He’s uses everything to tell the story, which can answer clients channel. Clients can put the video into the Youtube or TV commercial. He’s also use his brand image being a top photographer to push the brand or product. It’s the support between photographer and brand this I’ve learn a lot from him.

 

 


ทำให้ฝรั่งเขารู้ว่าเราก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าเขา 

เราเอาความเป็นเอเชีย lift up ขึ้นมา ความสุภาพ ความอ่อนหวาน, อ่อนโยนกว่างานฝรั่งอย่างฝรั่งเขาจะสีสันฉูดฉาด ความ หนักแน่น แต่เรานำเสนอผลงานของเราในแบบ soft แต่ impact งานเราจะแบบ lively ยิ่งเฉพาะงาน wedding ถ้าเทียบกันของเรากับของเมืองนอกน่ะ wedding ของเราจะเป็นแบบมีชีวิตชีวา ใส่เข้าไปในภาพ นั่นคือสิ่งที่คนเอเชียมี คือเราจะมี positive ในชีวิตตลอดเวลาจะยิ้มตลอด ด้วย personality ตรงนี้มันก็ reflect ลงบนภาพ เราอยากทำให้ภาพที่คนดูแล้วยิ้มอ่ะ เราจะเอาข้อดีของเอเชียมาต่อยอดในการถ่ายภาพ ก็จะเป็นงานอีกมุมมองนึงที่คนมองแล้วสะดุดตา

 

 

Making European knows that Thai, Asian can be a professional photographer.

I use the asian style of generosity and sweetness. The European work are colorful and strong but my work are soft, lively and strong especially the wedding photograph, my wedding work is lively like the asian with smile. This personality will reflect from the photo.  I put the asian straight to my photo wish will catch the eye of the viewer.



เราต้องมีความเข้าใจในการทำงาน

คือบางคนเก่งนะแต่ artist เกินไป ลืมไปว่าลูกค้าต้องการอะไร เราต้อง balance ความเป็น artistic ของตัวเองกับความต้องการของลูกค้าให้ลงตัว ตรงเวลา มีความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า ไม่หลอกลูกค้า และก็ตั้งใจทำงานทุกงานให้เหมือนกัน เราทำงานฟรีกับทำงานได้ตังค์ เราก็ทำงานเท่ากัน เพราะเรารู้สึกว่า เลือกที่จะรับงานแล้ว เราก็ต้องทำมันให้เต็มที่ ไม่ใช่งานนี้ทำฟรี แบบถ่าย 5 รูปเสร็จแล้วไปเดินเล่นก็ไม่ใช่ งานฟรีเราทำเต็มร้อยเท่ากับงานเงินแสนไม่ต่างกัน

 

We must understand our work

Some good photographer are to emotional then they forget about what costumer want. We must balance between our artistic and costumer needs, be punctual have integrity. Work is work either getting a paycheck or not if we decide to that job we must do it 100% the same.

 

 

  
  

 

ตอนนี้เรื่องของ Portraiture อะไรที่เกี่ยวกับคนอาจจะเป็นสิ่งที่เราถนัดที่สุดน่ะ


หลังจากที่เราเรียนจบที่อังกฤษ เรากลับรู้สึกว่า
จริงๆแล้วเราไม่จำเป็นที่จะต้องจำกัดหรือยึดติดว่าเราต้องเป็นช่างภาพสไตล์ไหน เราทำให้ตัวเองทำได้หลายอย่างดีกว่า เราเคยอ่านเรื่องของช่างภาพหลายคนที่เขาเก่งๆ เขาเก่งได้เพราะเขามีความยืดหยุ่นในตัวเอง เช่น Annie Leibovitz ก่อนหน้าที่เขาจะมาถ่าย Fashion เขาก็ถ่าย documentary มาก่อน และก็ค่อยๆเข้ามาสู่งานของ Portrait จนมาทำงานสาย Fashion เขาไม่ได้เจาะจงว่าจะต้องเป็นช่างภาพอย่างนี้อย่างเดียว แต่เขาประยุกต์ หลายๆ อย่างรอบตัวเข้าด้วยกันได้ ส่วนตัวเรา เราทำงานได้ดีในเรื่องของ Personality ของคน เราก็เลยเอามาใช้ในเรื่องของ wedding, fashion แล้วก็ portrait เป็นหลัก งานของเราเลยจะเก่ียวกับคนเลยล้วนๆ 

 

 

We don’t have to limit our style of photography

After I graduated from England I felt that we don’t have to limit our style of photography we can do many things. I have read other photographer bibliography that they are good because they are flexible for themselves like Annie Leibovitz, she did documentary and move to portrait and come to fashion. She doesn’t specific herself but apply everything around her. For myself I’m good at the personality and use in the wedding, fashion and portrait. My work is mostly about people and personality. 

 

 

Portrait คือภาพที่สะท้อนถึงสิ่งสิ่งนั้นของคนคนนั้นออกมา บ่งบอกถึง character , emotional , personality ของคนคนนั้น

เคยมีคนบอกเราว่ารูปที่เราถ่ายมันดูมีชีวิต เราดีใจมากเมื่อมีคนพูดกับเราแบบนั้นเพราะว่าเราศึกษาเรื่องนี้มาเป็นปีๆ เลยนะ ในเรื่องของการที่ทำให้รูปเป็นตัวตนของคนนั้นๆ จริงๆ อย่างตอนนั้นเราเคยไปงานแต่งงานเพื่อนในโรงแรม เดินจนรอบโรงแรมแล้วอะยังหางานเพื่อนตัวเองไม่เจอ สรุปคืองานแรกที่เราเดินผ่านนั่นแหละคืองานเพื่อน (หัวเราะ) แต่รูปหน้างานไม่ใช่เพื่อนเราเลย เพราะตัวจริงมันแบบหน้าโจรมาก แต่นั่นมันรูปหนุ่มเกาหลีบอยแบนด์หนึ่งคน ถ้ามันเอารูปนั้นไปแปะฝาบ้านเขาจะรู้สึกดีหรือเปล่าเพราะรูปนี้มันดูไม่ใช่เขาเลย 

 

 

Portrait is the picture that reflect people which tell their character emotion and personality of that person. 

Some people said that my photo look so lively, I was so glad. Because I study this issue for a year to make the photo represent that person. I used to go to my friend wedding at the hotel but cannot find my friend wedding because the photo doesn’t look like my friend at all. It’s look like the asian boy band. I’m not sure if that picture is on his wall he will feel good because it doesn’t look like him at all.

 

  

 

รูป Portrait ที่ดีมันควรที่จะสื่อสารให้คนรู้ว่าเราเป็นคนยังไง ต้องรู้ว่าเราเป็นใคร 

นี่แหละคืองาน Portrait ที่ดี พี่ก็เลยเริ่มศึกษาเรื่อง Portrait จริงจัง การถ่ายภาพมันไม่ใช่แค่การกดชัตเตอร์ หรือรู้เรื่องเทคนิค มันขึ้นอยู่กับอะไรหลายๆอย่าง การที่ช่างภาพคนหนึ่งจะมาคุยกับใครซักคนหนึ่งเนี้ย...  มันต้องดึงตัวตนของเขาออกมาให้สุด สมมุติว่าคุณต้องการสื่อสารให้คนคนนี้รู้สึกว่าโกรธ แล้วคุณไปบอกเขาว่าให้ทำหน้าโกรธๆหน่อย เขาจะทำหน้าโกรธได้แค่ไหนอะ แต่ถ้าคุณเดินไปเตะตูดเขาแล้วบอกว่าถ่ายรูปได้ปะ อะไรอย่างงี้ เขาโคตรโกรธเลย แล้วเราค่อยไปขอโทษเขาที่หลังที่เราเตะตูดไปเพราะว่าเราอยากได้อารมณ์อย่างนั้นจริงๆ มันเป็นจิตวิทยา ถ้าเราทำได้อย่างนี้งานเราจะเป็นเอกลักษณ์เลย เราเลยใส่ใจกับเรื่องนี้มาตลอด การที่เราทำโปรเจค และพัฒนามาเรื่อยๆ มันทำให้เราเห็นถึงการเปลี่ยนแปลง และรู้ว่าจะต้องสือสารกับนายแบบนางแบบเรายังไงเพื่อจะดึงตัวตนของเขาออกมา

 

 

A good portrait picture should let people know who you really are

I study portrait seriously, taking the photo is not just about pushing the shutter or just about the technique. It’s communication, when you taking the picture of the people you want to show the personality of them if you want to take a photo of the anger, you cannot just tell them to show the anger face. They might not make it surrealistic but if you do something that make them real angry like just kick their asses you can then take a picture and apologize later. The picture will have more realistic.

 

  

ทำไม portrait ถึงยากจัง

ครั้งนึงเราก็เลยโทรไปคุยกับพ่อบุญธรรมเขาก็พูดว่า “จริงๆแล้วภาพ portrait ไม่ใช่แค่การถ่ายคนอย่างเดียว มันคือภาพที่ถ่ายอะไรก็ได้ แต่สามารถสื่อสารถึงสิ่งเหล่านั้นหรือคนเหล่านั้นออกมาได้อย่างชัดเจน คำพูดนี้มันอยู่ในหัวเราตลอดเลย” พอดีช่วงนั้นใกล้จะปีใหม่พอดี พี่เลยคิดว่าเราน่าจะทำอะไรสักอย่างเพื่อเป็นการพัฒนาการถ่าย portrait ของเราให้มันมีการพัฒนาที่ดีขึ้น โปรเจคอะไรที่จะทำให้เราได้ถ่ายรูปทุกวัน ได้รู้จักการคุยกับคนแปลกหน้า มันเลยเกิดโปรเจค Everyday portrait ขึ้นมา จริงๆแล้วมันก็เหมือนกับการเขียน diary น่ะ แต่เปลี่ยนจากการเขียนมาเป็นการถ่ายภาพแทน


 

Why portrait is so hard? 

I use to talk with my father “Portrait is not just taking a picture of photo of people but it’s the way to communicate the feeling and personality of the people in picture.” I always remember this. New year I think I should do something to improve my portrait so I invent a Everyday portrait project. It’s like writing the diary but instead of writing I took a picture of stranger instead. 


 

 

1 ปีกับอีก 1 เดือนแล้วน่ะ ที่เราทำ Everyday Portrait

จริงๆ เป็นโปรเจคที่เราทำเล่นๆ แต่ตอนที่จะเรียนจบอาจารย์ให้เอาหัวข้อโปรเจคไปเสนอว่าจะทำ exhibition จบแบบไหน เราก็เลือกมา 3 เรื่อง เรื่องแรกคือเรื่อง royal wedding พออาจารย์ได้ยินเขาก็หัวเราะใหญ่เลย เขาบอกว่า “คุณอย่าทำเลย คนอังกฤษเขาไม่ได้ตื่นเต้นกับ royal family เท่าไหร่หรอก” เราก็ “อ้าวเหรอ(หัวเราะ)” เลยเสนออีกสองชุดที่เหลือไปคือ Fashion set กับ Everyday portrait พออาจารย์เห็น Everyday portrait ปุ๊บเขาบอกเลยว่าเอาโปรเจคนี้ เขาชอบมากเพราะเขาเห็นเราถ่ายรูปทุกคนที่เจอเลย ทั้งเพื่อนทั้งอาจารย์เป็นเหยื่อเราหมด สรุปเลยได้ทำ exhibition โปรเจคนี้

 

 

1 year and 1month for the Everyday portrait

When I working on my thesis project I purposed 3 exhibitions to my professor, One was the Royal wedding but the professor doesn’t think that English people are not so excited about royal family another two is Fashion set and Everyday portrait. when my professor saw Everyday portrait project he liked it very much because he always saw me  took a picture of everybody that i found including the professor and all of my classmate so this become my exhibition thesis project as well.

 

 

ความจริงเราเก็บเงิน 100,000 บาท กับ Exhibitionนี้ แต่มันน้อยมากสำหรับลอนดอน โชคดีมากที่ได้ sponsor

ก่อนอื่นเลยต้องขอขอบคุณทาง Suda Siamese Rice Bar, Chang และ Thaismile ที่ให้การสนับสนุน Exhibition ของผมครั้งนี้ เราเก็บเงินจำนวนนี้มาเพื่องานนี้ และเราก็ได้ร้าน SUDA ร้านอาหารไทยใจกลางลอนดอนเลยน่ะ พี่เขาให้เรื่องของสถานที่ เราเข้าไปขอสปอนเซอร์จากช้าง กับ Thai Smile Magazine ช่วยเหลือเรื่องเครื่องดื่มกับประชาสัมพันธ์ คนที่มาดูงานเราก็เกินความคาดหมายคนมาตั้ง 300 กว่าคนแหนะในวัน Private View ตอนแรกคาดไว้แค่ 100 กว่าคนเอง 


 

In fact, we had 100,000 baht for this Exhibition but very little for London. Fortunately, we had a sponsor

First of all, I would like to thank Suda Siamese Rice Bar, Chang and Thaismile the support of the Exhibition. Suda, Thai restaurant, located on the heart of London, supported for the venue. Chang and Thaismile supported for beverage and public assistance. On the Private view day, we expected 100 audiences but there were more than 300 audiences come.

 


 

ถ้าถามว่าพอใจไหม “พอใจ” แต่ถ้าถามว่าหยุดทำไหม “ไม่หยุดทำ” 

หลายๆคนบอกเราว่าเราประสบความสำเร็จแล้วหละ หลายๆคนเข้ามาดีใจกับความสำเร็จ แต่ส่วนตัวเราไม่เห็นว่ามันสำเร็จตรงไหนเลย เรารู้สึกว่าเราเป็นแค่ช่างภาพหนึ่งคนบนโลกนี้ ที่กำลังทำตามความฝันตัวเองอยู่ ตอนนี้เราก้าวขึ้นมาได้ถึงตรงนี้ คือจุดที่มีคนเริ่มเห็นเรามากขึ้น ถามว่ามีความสุข กับการที่ได้ขึ้นมาไหม มีความสุขที่ได้ทำมัน แต่ถามว่ารู้สึกว่าประสบความสำเร็จกับมันไหม ตอบได้เลยว่ายังไม่ประสบความสำเร็จหรอก ถ้าเมื่อไหร่ที่ผมคิดว่าผมประสบความสำเร็จแล้ว เราจะหยุดนิ่ง เรารู้สึกว่านี่เพิ่งเริ่มต้นเอง เพิ่งเรื่มก้าวๆแรกเอง บันไดยังมีอีกสามสี่พันขั้น ที่ยังต้องก้าวต่อไปเรื่อยๆ มันเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีน่ะ แต่ก็ต้องทำให้มันหนักต่อไป และยังต้องศึกษามันทุกๆวัน 

 

 

Already satisfied but not finish!!!

Many people say that I succeeded. Many people are delighted with this success. But I personally do not see as if was a sucess. I feel that I am the man that follow on his own dream. I came up here. For me this is just only the beginning.I recently began the first step.There are three steps to four steps. I also need to move forward.It is a good starting pointBut it makes hard to get it. We can’t stop learning. We have to find new things everyday.

 

 

เราเห็นแก่ตัวมากเกินไปแล้ว

แม่เราอยู่เมืองไทยคนเดียว เรามาใช้ชีวิตอยู่อังกฤษ บางครั้งเราก็ต้องกลับไปมองที่บ้านด้วยว่า เขาก็ต้องการอะไรจากเราเหมือนกันน่ะ เราก็ดูอยู่ว่าอะไรที่มันเวิร์คและเป็นผลดีกับทุกๆคน เราก็ต้องเลือกแบบนั้นอยู่แล้ว  อย่างตอนนี้เราเริ่มมีคนรู้จักมากขึ้นระดับนึงมันก็ต้องมีคนชอบและคนที่ไม่ชอบเป็นธรรมดา วันที่กลับไปมันก็ต้องมีคนพูดว่า ไอ้นี่มันกลับมาเป็นเพราะว่ามันทำไม่ได้ มันไปไม่ถึงฝันมันก็เลยกลับมา แต่ความจริงที่เรากลับมาเพราะเราเลือกในสิ่งที่ถูกต้องที่สุด เรากลับมาอยู่กับแม่ มาตั้งรากฐานที่ดีในเมืองไทย ทุกปัจจัย มันมีผลกับชีวิตเราหมดน่ะ ถ้าวันนึงเรากลับไปไทยแล้วเรายังไม่ได้เป็นช่างภาพระดับโลกเราก็ไม่เสียใจ เพราะรู้สึกว่าเราทำมันเต็มที่แล้วแหละ เราไม่เคยใช้เวลาสูญเปล่าเลย และวันที่เรากลับไปไทยเราจะหันกลับมามองว่าเด็กคนนึงที่ไปอยู่อังกฤษ ได้อะไรกลับมาบ้าง เราว่าเราสามารถทำให้คนอื่นหันมามองว่าคนไทยเราก็มีความสามารถทางด้านการถ่ายภาพเหมือนกันนะ ถึงแม้ว่าเรากลับไปไทยทั้งที่ยังไม่ถึงฝันแต่เราก็มาไกลเกินกว่าที่คิดไว้แล้วแหละ

 

Am I too selfish

I’m in UK but my mother living alone in Thailand. Sometime that make me worried about her. Sometime I want to go back But now that I was being recognize, If I go back to thailand people might say that I so back because I can not reach my dream anymore. But If I go back, I’ll go back because I want to be with my mom. Even if I not get a world class photography, I will not regret that decision. Because I think I already doing my best. I had show the world that Thai people can be a professional photography. This was already beyond my dream.

 

 

 

 

ถ้าคิดแล้วไม่ทำจะมีประโยชน์อะไร 

ถ้่าเรามัวแต่คิดว่า อยากจะเป็นช่างภาพระดับโลก แล้วนั่งงอมืองอเท้าอยู่ที่บ้าน ก็ไม่มีทางเป็นไปได้ บอกได้เลยว่าชีวิตเรามันมีอุปสรรคทุกวัน การที่เราเจอมันทุกวัน มันทำให้เราเก่งขึ้น และบอกกับตัวเองด้วยว่าการที่เราเจออุปสรรคทุกวันนั่นแปลว่าเราใกล้กับเส้นชัยเข้าทุกวันแล้ว อย่ามองว่าอุปสรรคเป็นอุปสรรค คิดว่ามันเป็นเกมส์ สนุกที่จะสู้กับปัญหาที่ผ่านมาทุกๆวัน ทุกๆคนมันมีความฝันแหละ แต่จะมีสักกี่คนที่จะทำความฝันนั้นเป็นจริง ถ้าเกิดเราไม่เริ่มจากตัวเองก็ไม่มีใครมาทำให้เราหรอก อย่าไปอ้างนู่นอ้างนี่ อย่าไปโทษคนอื่น เกิดอะไรขึ้นโทษตัวเอง วันนึงมีคำถามเกิดกับเราว่า “หรือว่าจะไม่ไปอังกฤษดี” เรามีเงินล้านนึงแล้วอ่ะ ไปเปิดโปรดักชั่นเฮ้าส์แล้วก็ต่อยอดที่เมืองไทย ก็ได้เพราะลูกค้าเราก็มี แต่เราก็คิดว่า ถ้าวันหนึ่งเราอายุ 60 มีลูกมีหลาน แล้วต้องพูดกับหลานว่า “เชื่อไหมถ้าตอนนั้นปู่ไปอังกฤษปู่รุ่งไปแล้ว” เราคงเจ็บใจกับคำพูดคำนั้นไปแล้ว เพราะฉะนั้นเรารู้สึกว่า เราเลือกใช้ชีวิตในสิ่งที่เราอยากจะทำ ©


Nothing will happen if just thinking of it.

If you want to be a world class photographer but you don’t work hard for it, you dream will never come true. Life are full of obstacle, it make us stronger. Obstacle are a challenging game, you should having fun solving it. Everyone have a dream but only little of them come true. If we not start from ourselves, nobody gonna do it for us. If one day someone ask me why don’t I use the same money going to UK. Open my own production house in Thailand. “ I don’t want to regret that if that day i went to UK. My life must be better that this”, so live just the way you want to live. ©

 

* ติดตามผลงานของเขาคนนี้ได้ที่ www.oat-chaiyasith.com 
* Catch up with him at www.oat-chaiyasith.com

 

3 likes
2737 views
0 comments
Comment 0 responses
Add Comment....
WELCOME DOODDOT

Dooddot is "Creative art and culture movement"

We are information in creative industry from creative people. We want everyone to join and share what you have. Every kind of moving image are so welcome to share whether film,animation,stop motion, etc. We are your market for creative people to meet and inspiration to share. 

ดูดดอทเป็นศูนย์กลางของข้อมูล และเรื่องราวในวงการงานสร้างสรรค์ และเป็นพื้นที่ที่รวบรวมและแบ่งปันเรื่องราว, กระบวนทางความคิด และผลงานของนักสร้างสรรค์ เราอยากให้คุณเข้ามามีส่วนร่วมและแบ่งปันผ่านเวบของเรา ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ผลิตภาพยนต์ แอนนิเมชั่น หรือโมชั่น กราฟฟิกก็ตาม คุณก็สามารถมีส่วนร่วมกับเราได้ และแบ่งปันสิงที่คุณสนใจซึ่งกันและกัน