CONTACT US

SHARE

3276 Views
date :5.มกราคม.2018
6 แคมปัสน่าเรียนของ University of the Arts London (UAL) มหาวิทยาลัยของคนมีใจรักงานศิลป์

เชื่อว่าหลายคนคงเคยคิดอยากไปเรียนต่อต่างประเทศกันอยู่บ้าง บางคนเคยเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน หรือเคยสัมผัสชีวิตใน high school มาแล้ว ก็คงรู้ดีว่าแต่ละแห่งจะเปิดโอกาสทางความคิดด้านสังคม วัฒนธรรม และการศึกษาให้เราได้ดีมากๆ ทั้งในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก แน่นอนว่านอกจากเรื่องภาษา เรายังจะได้ประสบการณ์จากหลักสูตรการเรียนการสอน และเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่แตกต่างไปจากเดิม เหมือนเป็นใบเบิกทางเพื่ออนาคตการทำงานที่มากกว่าคนอื่นด้วย

โดยเฉพาะใครที่ชื่นชอบและรักการเรียนศาสตร์ทุกแขนงที่เกี่ยวข้องกับด้านศิลปะ ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าจุดมุ่งหมายแรกที่นึกถึงจะต้องเป็นมหาวิทยาลัยสอนด้านศิลปะที่มีชื่อเสียงโด่งดังอย่าง University of the Arts London หรือ UAL ซึ่งได้รับการการันตีจาก QS World Ranking ให้เป็นอันดับ 6 ของโลก ส่วนถ้าหากใครกำลังจัดลิสต์มหาวิทยาลัยที่กำลังจะสมัครอยู่นั้นลองดูหลักสูตรทั้ง 6 แคมปัสของ UAL ว่าจะเหมาะกับตัวเองมากน้อยขนาดไหน

__________

6 Campuses of UAL : มีจุดเด่นและเหมาะกับเราอย่างไร?
ก่อนที่จะไปดูจุดเด่นของทั้ง 6 แคมปัส อยากแนะนำทุกคนให้มีความชัดเจนในสิ่งที่ชอบเสียก่อน ว่าเรียบจบแล้วอยากทำอาชีพอะไร เช่น เป็นศิลปิน นักวาดภาพ ผู้ออกแบบงานศิลปะ นักสื่อสารมวลชน หรือ ดีไซเนอร์ หลังจากรู้แล้วว่าอยากทำอาชีพอะไร ก็ให้เลือกคอร์สที่เหมาะกับเรา ซึ่งแต่ละที่ก็มีจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป ดังนี้

[  01 • Camberwell College of Arts : Vibrant, Friendly, Inspiring  ]

Camberwell College of Arts เป็นสถาบันที่ความโดดเด่นทางด้านการออกแบบ โดยเฉพาะด้าน Design,  Visual Arts และ Fine Art Digital ซึ่งถือเป็นการฉีกกฎเกณฑ์การเรียนแบบเดิมๆ ที่ทำให้ผู้เรียนได้ค้นพบการสร้างสรรค์ที่ผสมผสานระหว่างงาน Digital และงาน Hand made เข้าไว้ด้วยกัน นอกจากนี้ทางสถาบันยังมีห้องปฏิบัติการ (Workshop) ทางด้าน Digital Media, 3D workshop, Photography และ Printmaking ให้นักเรียนได้ใช้งานจริง  

Camberwell College of Arts เปิดโอกาสให้ผู้เรียนฝึกฝีมือร่วมกับศิลปิน ดีไซเนอร์ และผู้ผลิตผลงานชั้นแนวหน้าของสาขาวิชานั้นๆ เพื่อเพิ่มโอกาสให้แก่ผู้เรียนในสายงานสร้างสรรค์ที่อยากทำ ทั้งสตูดิโอออกแบบ Pentagram, V&A Museum, Wellcome Trust, Nike, National Theatre รวมไปถึงสายงานแฟชั่นอย่าง Alexander Mcqueen

__________

[  02 • Central Saint Martins (CSM) : Creativity knows no boundaries  ]

Central Saint Martins หรือ CSM เป็นสถาบันการออกแบบระดับโลกที่มีชื่อเสียง โดยเฉพาะด้านแฟชั่นดีไซน์ CSM มีหลักสูตรด้าน Art and Design หลายแขนง เช่น Architecture, Product Design, Fine Art, Graphic Communication Design, Jewellery Design และ Material Futures เป็นต้น ไม่เพียงเท่านั้น ที่นี่ยังมีคอร์สที่แปลกแหวกแนวอย่างคอร์ส Applied Imagination in the Creative Industries ซึ่งเป็นวิชาที่ผลักดันให้เราคิดนอกกรอบ และตรวจสอบความคิดนั้นด้วยทฤษฎีแห่งความจริง… อาจจะฟังดูงงๆ คงต้องลองไปเรียนดู

อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้ CSM เป็นที่หมายปองของเหล่านักเรียน ย่อมมาจากความสำเร็จที่โดดเด่นของศิษย์เก่าที่ล้วนแต่เป็นผู้นำในตลาดศิลปะและการออกแบบ ซึ่งจะเห็นได้จากแบรนด์ชั้นนำต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Alexander McQueen, Apple, Burberry, The Guardian newspaper, IDEO, Lego, Vogue magazine และ Zaha Hadid Architects เป็นต้น

__________

[  03 • Chelsea College of Arts : A space to create  ]

หาก CSM มี Architecture แล้ว Chelsea College of Arts หรือ Chelsea ก็มี Interior ให้เรียน ด้วยคอร์สที่ผสมผสานระหว่าง Architecture และ Interior ควบรวมกับ Product Design ซึ่งทำให้สามารถประยุกต์ไปใช้ทั้งการออกแบบตกแต่งภายใน การตกแต่งหน้าร้าน การจัดพื้นที่ใช้งานให้ลงตัว และอีกคอร์สที่น่าจะเป็นที่ถูกตาต้องใจของคนที่รักสิ่งทอ การปัก ถัก ทอ พิมพ์ และย้อมผ้าก็คือ Textile Design ซึ่งที่นี่มีเครื่องมือที่ทันสมัยให้นักเรียนได้ใช้ workshop กัน ซึ่งเป็นจุดเด่นที่ทำให้ Chelsea ไม่น้อยหน้าไปกว่าแคมปัสอื่นเลย

อีกคอร์สน่าสนใจของ Chelsea ที่อาจไม่คุ้นหูสำหรับคนไทยเท่าไหร่นัก นั่นก็คือ Curating and Collections ซึ่งเป็นคอร์สสำหรับผู้ที่ต้องการจะเป็น ภัณฑารักษ์ หรือผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์นั่นเอง

ทั้งนี้นักเรียนของ Chelsea อาจมีโอกาสจะได้ฝึกงานร่วมกับบริษัทดังๆ เช่น Google, Discovery Channel, H&M, Hilton London, Penguin Randon House and Sky Arts นอกจากนี้ ทางวิทยาลัยยังมีชื่อเสียงระดับโลกจากการผลิตศิลปินและนักออกแบบแนวหน้าของโลก รวมถึงมีศิษย์เก่าที่ชนะรางวัล Turner Prize ไม่ว่าจะเป็น Haroon Mirza, Chris Ofili and Peter Doig, Tatty Devine ผู้ก่อตั้ง Harriet Vine MBE และ Rosie Wolfenden MBE

__________

[  04 • London College of Communication (LCC) : Be the future generation of the creative industries  ]

London College of Communication (LCC) เป็นผู้นำการศึกษาระดับโลกด้านการออกแบบและการสื่อสารมวลชน (Creative Communications) หรือจะพูดให้เข้าใจง่ายก็คือ LCC เป็นที่ที่รวมศาสตร์แห่งนิเทศฯไว้นั่นเอง

LCC มีคอร์สที่หลากหลายกว่า 50 คอร์สที่ออกแบบมาเพื่อให้เข้ากับยุค Digital ณ ปัจจุบัน อย่างการสร้างภาพยนตร์หรือการออกแบบเกม (Game Design) สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือ เทคนิคด้าน Special Effect และภาพเสมือนจริง ซึ่งหาเรียนได้ในคอร์ส Visual Reality และ Visual Effects ส่วนอีกคอร์สที่กำลังมาแรงและเป็นที่ต้องการของตลาดงาน อย่างคอร์ส User Experience Design ก็มีอยู่ที่นี่เช่นกัน

การเรียนการสอนของ LCC เน้นการลงมือทำจริง เพื่อให้นักเรียนได้พัฒนาตัวเองอย่างเต็มที่ ในการเตรียมความพร้อมสู่บริษัทใหญ่ๆ เช่น Ladybird Books, the National Trust, Nike, Nokia และ Urban Outfitters เป็นต้น

__________

[  05 • London College of Fashion (LCF) : Fashion shapes lives  ]

London College of Fashion หรือ LCF เป็นสถาบันที่รวมศาสตร์แห่งแฟชั่นทุกแขนงไว้ที่เดียว กว่า 70 คอร์ส ที่นี่เน้นการเรียนการสอนแบบผสมผสานแฟชั่นเข้ากับวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี โดยมีคอร์สหลักๆ 3 แขนง คือ Fashion Design, Fashion Media และ Fashion Business

LCF มองคำว่า “Fashion” ลึกลงไปมากกว่าการออกแบบเสื้อผ้าอาภรณ์ โดยที่นี่ยังมีคอร์สอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมากมายที่เกี่ยวโยงกับ Fashion ไม่ว่าจะเป็น Fashion Illustration, Fashion Photography, Fashion Management, Fashion Curation, Fashion Futures หรือจะคอร์ส Cosmetic Science ซึ่งเป็นคอร์สที่สรรสร้างมาเพื่อคนที่สนใจด้านเครื่องสำอางโดยเฉพาะ

ทาง LCF ยังสนับสนุนให้นักศึกษาได้ฝึกงานกับบริษัทชั้นนำทั้งในประเทศอังกฤษ และประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Balenciaga Paris, Louis Vuitton Paris, Phillip Lim New York, Alexander Wang New York, Tommy Hilfiger Amsterdam, Adidas Germany, DKNY New York และอีกมากมาย

__________

[  06 • Wimbledon College of Arts : Where tradition meets technology  ]

Wimbledon College of Arts เป็นสถาบันมีชื่อเสียงในระดับนานาชาติ มีความโดดเด่นและดีที่สุดในด้าน Theatre and Screen Design ของประเทศอังกฤษ โดยเฉพาะคอร์ส Theatre Design และ Production Arts for Screen ที่สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อคนที่หลงเสน่ห์ของละครเวที ชอบทำงาน Special Effect และการจัดทำฉาก  และเมื่อฉากพร้อมแล้ว เครื่องแต่งกายก็เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้เวทีออกมาครบสมบูรณ์ นั่นคือคอร์ส Costume for Theatre and Screen

เพื่อผลักดันให้นักเรียนได้ไปเป็นศิลปินและดีไซน์เนอร์รุ่นใหม่ในอนาคต โดยนักเรียนที่จบคอร์ส อาจมีโอกาสได้ร่วมงานกับบริษัทชั้นนำ อาทิเช่น Madame Tussauds, the Royal Opera House และ Windsor Castle เป็นต้น

__________

UAL’s awards : การันตีความมั่นใจด้วยรางวัลมากมาย
UAL ถูกจัดให้อยู่อันดับที่ 6 ของโลกสำหรับมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงทางด้าน Art and Design ซึ่งมีผู้ได้รับรางวัล Oscar และ BAFTA ถึง 48 รางวัล อีกทั้งผู้เข้าสมัครชิงรางวัล Turner Prize ในปี 2015 และครึ่งหนึ่งของผู้ชนะรางวัล Turner Prize ซึ่งเป็นรางวัลประจำปี ที่มอบให้แก่ศิลปินอังกฤษที่จัดขึ้นโดยพิพิธภัณฑ์ Tate ก็จบจากสถาบันแห่งนี้

เชื่อว่าหลายคนคงพอเข้าใจโอกาสทางการศึกษาที่เราสามารถสร้างได้ด้วยตัวเองนี้กันแล้ว และหากใครสนใจจะเรียนต่อที่ University of the Arts London (UAL) สามารถติดต่อมาได้ที่ Mentor International ตัวแทนแห่งเดียวในประเทศไทยได้เลย “บริการฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย”

หากใครที่พร้อมจะ Go! อินเตอร์แล้ว หรืออยากจะรู้กับกับ UAL ให้มากขึ้น สามารถมาพบกับ UAL ได้ในงาน “UAL Interview and MA Seminar”

  • สัมภาษณ์ตรงกับตัวแทนจากมหาวิทยาลัย
  • สัมมนาเตรียมตัวสมัครเข้าเรียนที่ UAL

เพียง 2 รอบเท่านั้นสำหรับปีนี้!ในวันที่ 1 – 3 กุมภาพันธ์ 2018 และ 23-24 มีนาคม 2018 โดยลงทะเบียนเข้าร่วมงาน หรือ ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับ UAL ได้ที่ : www.mentor.ac/UAL

http://www.arts.ac.uk/

_

Advertising

Recommended Articles

ใกล้สิ้นปีแล้ว! หลายคนคงกำลังมองหาเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้าน หรือแม้แต่เปลี่ยนห้องเก่าให้มีสไตล์มากกว่าเดิม

31.ตุลาคม.2018

Advertising

Related Articles